[AUFic]KHR:Raining in the Darkness : I

posted on 05 Aug 2008 23:16 by kumokuma  in Fiction

Title: Raining in the Darkness
Fandom: Katekyo Hitman Reborn!
Rating: คาดว่าจะไปได้ถึงNC
Genre: Romance, Action, Drama, ETC
Pairing: ???
Warning!! : หากใครรับไม่ได้กับการตายของตัวละครในเรื่อง กดปิดไปได้เลยล่ะขอรับ เพราะว่าเรื่องนี้ ตายกันตั้งแต่ต้นเรื่องเลยทีเดียว....และจะตอกย้ำไปทั้งเรื่องเลยด้วย!!!

 

CHAPTER: 1

Rating: PG-13 ฉากการตาย

 

 

 

.....สำหรับผมแล้ว.....

......ทุกความทรงจำที่มีเขามาเกี่ยวข้องด้วย......

.....จะต้องเป็นสีเงินเสมอ.....

 

 

            เสียงฝีเท้าวิ่งตึงตังมาตามระเบียงทางเดินไม้ของโรงฝึก พร้อมกับเสียงโวยวายเรียกชื่อของเขายามเจ้าของเสียงฝีเท้าโพล่ใบหน้าและหัวยุ่งๆเข้ามาในโรงฝึก เรียกรอยยิ้มให้ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของชายหนุ่มดังเช่นทุกครั้ง มันไม่ใช่รอยยิ้มอ่อนโยนเช่นที่‘อาจารย์'มักจะใช้ประจำขณะเดินเข้าไปขยี้หัวคนมาใหม่ หรือรอยยิ้มโง่ๆแบบที่เด็กหนุ่มใช้ยิ้มตอบกลับมา

 

......จะว่าไปแล้วมันใกล้เคียงกับคำว่า ‘แสยะยิ้มแยกเขี้ยว' เสียด้วยซ้ำไป......

           

            "ไอ้หนู!!! ไปเปลี่ยนชุดแล้วมาลงดาบซ้อมได้แล้ว!!!" เสียงปานฟ้าผ่าของศิษย์รุ่นพี่ดังเขย่าโรงฝึกเสียจนสั่นสะเทือน รอยยิ้มแยกเขี้ยวกว้างปรากฏพาดบนใบหน้าผู้พูด

            "อย่าซีเรียสมากเลยน่าาา สคอลโล่ เนี่ยวันนี้ชั้นไปแข่งมานะ เหนื่อยชะมัดเลย" ในขณะที่ผู้เป็นบิดานั้นถอยหนีไปตั้งหลักอีกมุมของโรงฝึกแล้วนั้น เด็กหนุ่มกลับเอ่ยตอบเสียงใสพร้อมฉีกยิ้มกว้างที่คนตรงข้ามมองว่าปัญญาอ่อนสิ้นดี แถมตั้งท่าควงไม้เบสบอลโชว์ โดยไม่ได้รับรู้เลยว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้นต่อไป

            "อย่านึกว่าตัวเองมีพรสวรรค์แล้วจะเอาเวลาไปลงกับเรื่องไร้สาระได้นะว้อยยยย!!!! นักดาบมันต้องฝึกซ้อม!!! พัฒนาฝีมือ!!!! เข้าใจมั้ยยย!!!!"

            เสียงกัมปนาทสะเทือนโรงฝึกดังตามมาติดๆ ดวงตาสีน้ำแข็งเหลือบมอง‘ของไร้สาระ'ในมืออีกฝ่าย ที่ยังคงยืนหัวเราะร่าเริงอยู่ที่เดิมโดยไม่ขยับตัวไปไหน แถมยังแกว่งไอ้‘ของไร้สาระ'นั่นเล่นอย่างอารมณ์ดีเสียอีก

            "ไปเปลี่ยนชุดซะ!! ชั้นจะซ้อมต่อแล้ว!!" ชายหนุ่มกล่าวก่อนจะสะบัดตัวหันกลับ เส้นผมสีเงินสว่างยาวระต้นคอพริ้วตามจังหวะก้าวเดิน ก่อนเจ้าตัวจะหยุดชะงักเหมือนเพิ่งนึกอะไรออกมาได้

            "...............ชนะใช่มั้ย"

            คำถามสั้นๆเรียกรอยยิ้มกว้างให้ปรากฏบนใบหน้าอ่อนเยาว์ทันควัน รอยยิ้มที่คนมองดูกี่ทีก็รู้สึกว่ามันช่างยิ้มได้ปัญญาอ่อนสุดๆ ดวงตาสีดำเข้มพราวระยับขณะที่เอ่ยตอบเสียงร่าเริง

            "แน่อยู่แล้ว!!!"

 

 

 

.....สีเงินสว่าง.....

......ประกายแห่งคมดาบ......

.....สีแดงชาด.....

......สัญลักษณ์แห่งคมเขี้ยว......

.

.

.

.

.....ฉลามร้ายแห่งท้องทะเล.....

 

 

           

            "ชั้นสาบาน! ด้วยเส้นผมของชั้น!! ตราบใดที่ความต้องการของนายยังไม่บรรลุผล ชั้นจะไม่ตัดมันเด็ดขาด!!"

            "แล้วซักวันนายจะต้องดีใจ ที่ชั้นยอมมาเป็นลูกน้องให้นาย!!!"

 

 

 

......คำพูดอวดดีของไอ้ฉลามสวะนั่น......

......มันก็เป็นแค่เรื่องไร้สาระลวงโลกนั่นแหล่ะ......

......คำว่าความจริงมันไม่มีในพจนานุกรมของคนอย่างพวกเราอยู่แล้วนิ.......

......โลกนี้มันก็มีแต่ไอ้พวกสวะนั่นแหล่ะ......

......แม้แต่ฉลามสวะอย่างแก......

 

......ยังไม่ทำตามคำสาบานเลย......

 

 

            ร่างสูงโปร่งหยุดยืนอยู่ริมบานกระจกหน้าต่าง ดวงตาสีน้ำแข็งมองออกไปยังทิวทัศน์ยามราตรี เส้นผมทิ้งตัวยาวระไปกับลำตัวสะท้อนแสงไฟจากภายนอกเป็นสีสว่าง ขณะที่อีกคนในห้องยังคงนั่งจิบสุรารสเลิศอยู่ที่โต๊ะทำงานของตน

            "ที่จริงแล้วชั้นก็ยังเป็นห่วงทางโรงฝึกอยู่เหมือนกันนะ" สคอลโล่เอ่ยออกมาลอยๆโดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะฟังคำพูดของตนหรือไม่

            "โดยเฉพาะไอ้หนูดาบญี่ปุ่น มันมีพรสวรรค์.........แค่มัวแต่ทำเรื่องไร้สาระจนน่าเสียดายฝีมือ"

            "หึ.....แล้วแกยังจะไปกับชั้นรึเปล่าล่ะ" ไม่สนใจว่าใครจะเป็นอย่างไร เขาสนเพียงว่าอีกฝ่ายจะทำงานให้เขาได้หรือไม่

            รอยยิ้มเย็นชาปรากฏบนใบหน้าคม ทั้งๆที่ยังถือแก้ววิสกี้คาอยู่ที่ริมฝีปาก ดวงตาเหลือบมองไปยังเรือนผมสีเงินยาว สัญลักษณ์แห่งพันธะสัญญาที่อีกฝ่ายทำขึ้นให้เขา

            "ถ้าทำไม่ได้.....ก็ตัดผมนั่นซะ!!!"

            คำพูดของผู้เป็นนาย เรียกเสียงหัวเราะลั่นจากผู้เป็นลูกน้องได้ทันควัน รอยยิ้มแสยะปรากฏขึ้นบนริมฝีปากบาง เสียงหัวเราะที่มิใช่เพราะขบขัน แต่เป็นการหัวเราะอย่างถูกใจ

            ถูกใจ.........ที่เลือกถวายชีวิตให้กับคนผู้นี้

 

            "นายคิดว่าชั้นไว้ผมยาวมาขนาดนี้เพื่ออะไรกัน!! งานง่ายๆของนายแค่นี้น่ะ!! ถ้าทำไม่ได้ ก็ไม่ใช่ สเพลฮี สคอลโล่ เทพดาบรุ่นที่2แล้ว!!!"

 

 

 

.....ฉลามสวะนั่นทำได้จริงอย่างที่มันพูด.....

.

.

.

.

......หยาดโลหิตไหลอาบทั่วบริเวณ......

.....ย้อมสีเงินให้แดงฉาน.....

.

.

.

.

.

.

.

......แต่นั่นก็เป็นงานสุดท้ายของมัน......

      

 

 

 

 

 

 

 

.....สำหรับผมแล้ว.....

......ทุกความทรงจำที่มีเขา......

.....จะเป็นสีเงินเสมอ.....

.

.

.

.

           

            ใบหน้าของชายหนุ่มที่คุ้นเคยตรงหน้าดูสงบนิ่งจนให้ความรู้สึกที่ผิดแปลกไป ดวงตาสีน้ำแข็งที่ฉายแววกร้าวอยู่เกือบตลอดเวลากลับถูกบดบังไว้ภายใต้เปลือกตาบาง ริมฝีปากที่คอยพ่นคำสบถด่าและส่งเสียโวยวายอยู่เป็นนิจก็กลับปิดสนิท กลุ่มไหมสีเงินยาวถูกถักทอเป็นเปียเดี่ยวดูเรียบร้อยอย่างที่ไม่มีวันได้เห็นมาก่อน ผิวกายที่ขาวอยู่แล้วก็ขาวขึ้นจนดูราวกับจะมีแสงเรืองออกมาจากกาย ใบหน้าคร้ามเข้มดูลดความดุดันลง มือกลติดดาบข้างขวาถูกถอดใบดาบออกวางไว้ข้างกาย ขณะที่อีกข้างวางไว้บนอก .............

......กลิ่นจางๆของบางสิ่งโชยมาแตะจมูก......

.....กลิ่นไอที่ไม่อาจล้างให้หายไปได้.....

.....กลิ่นคาวเลือด.....

            ผู้เคยเป็นเพียง‘ไอ้หนู'ในวันวานทอดสายตามองร่างที่นอนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าตนด้วยแววตาที่ไม่อาจบ่งบอกความรู้สึกใด บุคคลเบื้องหน้าเปรียบเสมือนญาติที่เหลืออยู่เพียงคนเดียว ศิษย์ผู้พี่ อาจารย์วิชาดาบ เพื่อน พี่ชาย ........

......เป็นครอบครัว.....

            มือเรียวเอื้อมลงสัมผัสเรือนผมยาวสลวยของอีกฝ่ายเบาๆก่อนผละออก ดวงตาสีดำเข้มไหวระริกก่อนจะปิดสนิทลงอย่างอดกลั้น

.....ครอบครัวคนสุดท้าย.....

            ชายหนุ่มถอนกายออกจากด้านข้างของโลงศพ เพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลอื่นสามารถเข้าไปอำลาอีกฝ่ายได้เป็นครั้งสุดท้าย ใบหน้าขาวแบบคนเอเชียแม้จะไม่แสดงอารมณ์โศกเศร้าออกมาชัดเจนนัก เพราะรอยยิ้มที่ต้องคอยแจกจ่ายให้แก่บุคคลในงาน แต่ในบรรดาคนใกล้ชิดทุกคนต่างสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งความเศร้าที่ฉายชัดอยู่ในดวงตาสีดำเข้ม

 

ดวงตาคู่นั้น หาได้ยิ้มไปพร้อมกับริมฝีปากไม่

มันราวกับกำลังร่ำไห้โศกเศร้าเพียงลำพัง

โดยอาศัยเกราะกำบัง คือ การหลอกลวง

ที่เรียกว่า รอยยิ้ม

 

            และเมื่อชายหนุ่มเหลือบมองสายตาไปยังเก้าอี้นั่งแถวหน้าสุด ที่ซึ่งมีแขกพิเศษ ผู้เคยเป็น‘เจ้านาย'ของสคอลโล่มาก่อน ชายผู้ถูกขนานนามว่าราชาแห่งรัตติกาล ราชาแห่งกลุ่มธุรกิจวองโกเล่ กลุ่มธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกในขณะนี้

 

......‘บอส'ที่สคอลโล่มักจะกล่าวถึงเสมอๆ......

......ชายผู้ยืนอยู่เพื่อกุมชะตาชีวิตคนทั้งโลก......

.....แซนซัส.....

.

.

.

.

......คนที่สคอลโล่สาบานจะติดตามไปจนตลอดชั่วชีวิต.....

.

.

.

......และเป็นคนที่ทำให้สคอลโล่ต้องตาย......

 

            บรรยากาศเงียบสงบในโบสถ์ช่วยทำให้จิตใจของชายหนุ่มที่คุกรุ่นมาตลอดหลายวันสงบลงได้เล็กน้อย สำหรับวาเรียแล้วการสูญเสียเช่นนี้เป็นเรื่องปรกติ ปรกติธรรมดาเสียจนแม้เจ้าของงานจะตำแหน่งใหญ่กว่านี้เขาก็ไม่เคยคิดสนใจจะมาร่วมงาน

 

.....คงเพราะเป็นงานของไอ้ฉลามสวะนี่.....

......ไอ้สวะที่วันๆเอาแต่แหกปากโวยวายลั่นปราสาทให้หนวกหูเล่น.....

.....ไอ้สวะที่ไม่เคยทำงานพลาดสมราคาคุย.....

......ไอ้สวะที่เขาไม่เคยคิดว่ามันจะตายง่ายขนาดนี้......

 

......เพราะเป็นงานศพของไอ้ฉลามสวะเขาถึงต้องมา......

 

            ชายหนุ่มยิ้มเยาะให้กับความคิดของตนเอง สาเหตุอื่นที่นอกเหนือจากว่านี่คืองานศพของสคอลโล่แล้ว ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขาตัดสินใจมางานนี้ เขาเหลือบมองไปยังเจ้าภาพของงาน ใช่ว่าเขาจะไม่รู้ว่าศิษย์รุ่นน้องของสคอลโล่กำลังนั่งจ้องแผ่นหลังของตนด้วยสายตาเช่นไร ดวงตาสีดำสนิทนั่นแฝงแววโกรธแค้นและเต็มเปี่ยมไปด้วยจิตสังหาร น่าขำที่จิตสังหารรุนแรงขนาดนั้นแต่กลับไม่มีใครรู้สึกตัวซักนิด

            แซนซัสแสยะยิ้มออกมาน้อยๆอย่างถูกใจ ที่พบว่าเจ้าของรังสีอำมหิตที่เขารู้สึกได้ตั้งแต่เข้ามาในโบสถ์นั่นไม่ใช่ของใครที่ไหน แต่มาจากเจ้าภาพของงานนั่นเอง  

            ก่อนจะหันกลับไปมองหน้าอีกฝ่ายให้ชัดอีกครั้งหนึ่ง

            หึ......ไอ้หนูดาบญี่ปุ่นงั้นเรอะ

 

"ในโลกนี้มีแค่สามคนเท่านั้น รู้มั้ย!!"

"มีแค่สามคนเท่านั้น....ที่ชั้นไว้ใจ"

 

 

 

            คำพูดที่เป็นเสมือนคำสั่งเสียดังขึ้นในหัวแทบจะทันทีที่ดวงตาสีแดงเลือดสบเข้ากับสีดำเข้มของอีกฝ่าย ดวงตาสีดำสนิทจ้องตรงมาโดยไม่หลบ ไม่สั่นไหว ไร้ความเกรงกลัว รอยยิ้มเหี้ยมปรากฏขึ้นบนริมฝีปากเมื่อสัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่จงใจมุ่งเน้นมาที่ตัวเขาโดยเฉพาะ

            อย่างน้อยๆ.........ก็ต้องจำหน้าได้บ้างล่ะนะ

            ไอ้หนูดาบญี่ปุ่น

            ยามาโมโตะ ทาเคชิ

 

"ถ้าชั้นเป็นอะไรไปขึ้นมา คนที่จะมาแทนที่ชั้นได้ก็มีแต่ไอ้หนูทาเคชิเท่านั้น"

 

 

            ยามาโมโตะยังคงนั่งจ้องไปยังแผ่นหลังกว้างเบื้องหน้านั่นราวกับจะมองให้ทะลุออกไปเบื้องหน้าได้ อีกฝ่ายหันกลับไปนานแล้ว ทิ้งไว้เพียงรอยยิ้มแสยะและแววตาดูถูกที่ราวกับกดคนทั้งโลกเอาไว้ใต้ฝ่าเท้าของตนเท่านั้น คิ้วเรียวขมวดมุ่นจมอยู่กับความคิดของตนเอง จนกระทั่งพิธีการต่างๆดำเนินไปจนหมดก็ยังไม่รู้ตัว กระทั่งคนที่นั่งอยู่ข้างๆเฝ้าดูอยู่ตลอดเกิดทนไม่ได้

            "ยามาโมโตะ นายไม่เป็นไรใช่มั้ย"

            เสียงถามพร้อมสัมผัสแผ่วเบาแตะลงบนบ่ากลับทำเอาอีกฝ่ายสะดุ้งตัว ดวงตาสีดำเข้มกระพริบถี่ก่อนจะหันมายิ้มสดใสให้เพื่อนสนิทของตน

            "ชั้นไม่เป็นไรหรอกสึนะ แค่คิดอะไรเพลินไปหน่อยน่ะ ไม่ต้องห่วงหรอก"

            แม้รอยยิ้มสดใสจะถูกส่งมาดังเช่นที่เคยเป็น หากอีกฝ่ายก็รู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่แฝงตัวอยู่ในแววตาคู่นั้น แต่เมื่อเจ้าตัวเลือกที่จะไม่พูด เขาจะทำอะไรได้?

            "ถ้าไม่เป็นไรก็ดีแล้วล่ะ เดี๋ยวนายจะให้ชั้นกับโกคุเทระอยู่รอมั้ย"

            "ไม่เป็นไรหรอก วันนี้ชั้นต้องอยู่เฝ้าน่ะ..........."

            "อ๊ะ!จริงสิ! พรุ่งนี้วันฝังแล้วนี่นา.........."

            ชายหนุ่มเพียงพยักหน้า ก่อนจะส่งรอยยิ้มแย้มให้เพื่อนสนิททั้งสองและโบกมืออำลา ก่อนจะเดินย้อนแถวกลับขึ้นไปด้านในโบสถ์ คนตัวเล็กกว่าจึงทำได้เพียงมองตามไปอย่างไม่สบายใจนัก ในขณะที่อีกคนที่เหลือก็จุดบุหรี่ขึ้นสูบอยู่เงียบๆ

            "รุ่นที่สิบไม่ต้องกังวลหรอกครับ ไอ้บ้าอย่างมัน เดี๋ยวก็หายเศร้าแล้วล่ะครับ"

            "แต่ชั้นก็อดเป็นห่วงไม่ได้น่ะโกคุเทระ ยามาโมโตะดูแปลกๆไปตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว นายไม่รู้สึกหรอ"

            ร่างเล็กพูดอย่างเป็นกังวล สึนะโยชิรู้สึกเป็นห่วงเพื่อนสนิทของตนเองไปพร้อมๆกับความรู้สึกผิด ยามาโมโตะ ทาเคชิ เป็นคนที่ถึงแม้จะเกิดมาในตระกูลนักฆ่าแต่ก็เป็นคนสุดท้ายที่จะถูกนึกถึงในฐานะนักฆ่าเช่นกัน เด็กหนุ่มอารมณ์ดีที่มีความสามารถทางกีฬาชนิดหาตัวจับยาก ลำแขนแข็งแรงที่ราวกับมีไว้เพื่อหวดลูกเบสบอลเพียงอย่างเดียวเท่านั้น และรอยยิ้มสดใสที่ช่วยปลอบโยนจิตใจที่อ่อนล้า

            ไม่ว่าใครก็ตามที่รู้จักเขา ก็จะต้องคิดว่าเด็กหนุ่มน่าจะเกิดมาเพื่อเป็นนักกีฬาเบสบอลระดับชาติ หรือเพื่อสืบทอดกิจการร้านซูชิและโรงฝึกเคนโด้ของที่บ้านเป็นแน่

            แต่เพราะได้มารู้จักกับเขา ซาวาดะ สึนะโยชิ ทายาทรุ่นที่สิบของกลุ่มธุรกิจวองโกเล่

            ถึงจะเรียกว่ากลุ่มธุรกิจ แต่เอาเข้าจริงๆแล้วก็เป็นเพียงเรื่องบังหน้าเท่านั้นเอง หน้าฉากแล้วกลุ่มธุรกิจวองโกเล่ทำธุรกิจอย่างถูกกฏหมาย มีเครือข่ายที่ใหญ่โตและครอบคลุมทั่วทุกมุมโลก แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว วองโกเล่ก็คือแก๊งค์มาเฟียขนาดใหญ่ที่มีเขตอิทธิพลกว้างขวางครอบคลุมไปทั่วทั้งโลกนั่นเอง ประกอบธุรกิจโดยอาศัยการกดดันทั้งทางด้านเศรษฐกิจและกดดันด้วยอำนาจเพื่อสร้างความยิ่งใหญ่เสมอมา โดยภายในแบ่งเป็นหน่วยงานต่างๆที่ต่างก็ประกอบกิจการบางอย่างบังหน้าอยู่ทั้งสิ้น รวมไปถึงการมีอยู่ของกลุ่มนักฆ่าภายใต้ชื่อสำนักงานแห่งหนึ่งในนามวองโกเล่

            สึนะโยชิยังจำได้ดีถึงวันที่เห็นชื่อของอีกฝ่ายปรากฏบนลิสต์ของวองโกเล่ ใช่ว่าเขาจะไม่รู้ว่าโรงฝึกของตระกูลยามาโมโตะคือโรงฝึกที่ส่งบุคคลากรคุณภาพเยี่ยมที่สุดให้แก่วองโกเล่มาทุกรุ่น แต่เขาไม่นึกว่ายามาโมโตะจะถึงกับส่งตนเองเข้ามาด้วย

...............ยิ่งเป็นเวลาหลังการเสียชีวิตของเจ้าของโรงฝึกรุ่นก่อนด้วยแล้ว.............

            ในวันนั้น เขาและโกคุเทระรีบเดินทางไปที่บ้านของอีกฝ่าย แต่ทันทีที่เปิดประตูร้านทาเคซูชิเข้าไป ก็พบกับรอยยิ้มสดใสของอีกฝ่าย และเสียงหัวเราะร่าเริงเช่นที่เคยเป็นมา จนพวกเขาเกือบลืมเรื่องที่ทำให้ต้องรีบรุดมาไปเสียสิ้น

            ..........ถ้าไม่ใช่เพราะกลิ่นเหล็กผสมกลิ่นน้ำมันจางๆที่ลอยอวลอยู่ในร้าน และดาบชิงุเระโชเอ็นริวที่เจ้าตัวกำลังขะมักเขม้นเช็ดถูให้สะอาด ใครบ้างจะไม่รู้ ว่ากลิ่นเหล็กนั่นไม่มีทางเป็นสิ่งอื่นใดได้อีก นอกเหนือไปจากกลิ่นของเหลวสีแดงชาดที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายมนุษย์..............

            .

            .

            .

            .

            .........และตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา กลิ่นนั้นก็กลายเป็นกลิ่นประจำตัวของยามาโมโตะ ทาเคชิไปเสียแล้ว

 

 

 

            ชายหนุ่มเอื้อมมือไปสัมผัสใบหน้าอีกฝ่ายเบาๆ นิ้วเรียวเอื้อมเกี่ยวดึงเส้นไหมสีเงินยาวม้วนเล่นไปมาในมือ บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มจางๆ รอยยิ้มที่ถูกอีกฝ่ายชี้หน้าว่าเป็นรอยยิ้มปัญญาอ่อน

           

            "เราเจอกันครั้งล่าสุดตอนที่นายแวะมาที่โรงฝึกหลังงานศพของพ่อนี่นะ.......ไม่นึกเลยว่าจะต้องมาเจอกันอีกครั้งแบบนี้" ชายหนุ่มหัวเราะเสียงพร่า เมื่อหวนนึกถึงเสียงโวยวายของอีกฝ่ายที่ดังลั่นโรงฝึกพร้อมๆกับน้ำหนักดาบที่ตวัดฟาดฟันเข้าใส่อย่างบ้าคลั่งจนเขาถอยหนีแทบไม่เป็นกระบวน

.

.......รวมถึงน้ำหนักของอ้อมกอดที่กดรัดแน่นจนแทบหายใจไม่ออกนั่นด้วย.......

.

.

            "ชั้นจะไม่ร้องไห้แบบคราวที่แล้วหรอกนะ เพราะยังไงก็ไม่มีใครให้อ้อนแล้วนี่นา" ชายหนุ่มยกมือขึ้นเกาแก้มเขินๆ ก่อนจะถูไปมาบนหลังคอตัวเอง เมื่อนึกได้ถึงน้ำหนักและสัมผัสของดาบไม้ที่ฟาดกระหน่ำใส่ตนราวกับเพื่อระบายอารมณ์บางอย่าง หลัง‘ขั้นตอนการปลอบในแบบฉลามคลั่ง'จบลง ด้วยเหตุผลแบบกำปั้นทุบดินว่า นักดาบต้องไม่อ่อนแอ "ถึงแม้ว่าตอนนั้นชั้นจะเห็นนายตาแดงๆเหมือนกันก็เถอะ" เสียงหัวเราะดังลอดออกมาจากริมฝีปากเบาๆ ก่อนจะเงียบไป.......

            ยามาโมโตะยืนนิ่งมองอีกฝ่ายราวกับต้องการจะจดจำเป็นครั้งสุดท้าย ห้วงคิดย้อนกลับไปยังช่วงเวลาสมัยที่อีกฝ่ายยังมีชีวิตอยู่ ก่อนที่จะหลับตาลงเมื่อรู้สึกว่าภาพเบื้องหน้าเริ่มจะพร่าเลือน รอยยิ้มน้อยๆปรากฏขึ้นบนใบหน้าอีกครั้งเมื่อชายหนุ่มเริ่มกลับมา‘คุย'กับอีกฝ่ายต่อ

            "นี่สคอลโล่......ตอนนี้ชั้นเป็นนักดาบเต็มตัวอย่างที่นายอยากให้ชั้นเป็นแล้วนะ............" น้ำเสียงที่เอ่ยออกถูกกดให้ราบเรียบ สะกดอารมณ์ที่กำลังค่อยๆรื้นขึ้นมากลับลงไป

            "ชั้น.......เลิกเล่นเบสบอลไปแล้วล่ะ...........แล้วก็เริ่มงานนักฆ่าไปแล้วด้วย........" รอยยิ้มยังคงปรากฏอยู่บนใบหน้า ขณะที่ดวงตาสีดำสนิทกลับสั่นไหว ยามหวนนึกถึงงานแรกในชีวิต

งานครั้งแรก

คมดาบแรก

ที่ดื่มกินชีวิตของผู้อื่น

            "งานมันไม่ง่ายเลยจริงๆนั่นแหล่ะ" ชายหนุ่มเอ่ยกลั้วเสียงหัวเราะสดใส พลางนึกไปถึงคำพร่ำบ่นของอีกฝ่ายที่เคยเอ่ยไว้แทบทุกรอบยามแวะกลับมาที่โรงฝึก ".............นายนี่มันเก่งจริงๆนั่นแหล่ะ ชั้นรู้ซึ้งเลยล่ะ ว่าทำไมถึงต้องซ้อมหนักๆน่ะ"

เสียงพร่ำบ่นราวกับจะดังขึ้นในหู

เสียงโวยวายดังลั่นก้องโรงฝึก

เสียงตวาดและเสียงปะทะกันของคมดาบ

ทุกสิ่ง.......ดังขึ้นราวกับภาพความทรงจำค่อยๆเล่นย้อนขึ้นมา

 

            "ชั้น.....ทำอย่างที่นายเคยพร่ำบอกให้ชั้นทำแล้วนะ........"

 

กลิ่นคาวเลือดโชยแตะจมูกอีกครั้ง

ราวกับตอกย้ำความเป็นจริงที่เกิดขึ้นตรงหน้า

 

            "แล้วทำไม.............นายถึงไม่อยู่รอดูล่ะ.................."

 

 

 

            "ในโลกนี้จะมีแค่สามคนเท่านั้น รู้มั้ย!!"

            ระหว่างรอสัญญาณบุกจู่ๆไอ้สวะนั่นก็แหกปากพูดขึ้นมาซะเฉยๆ ทั้งๆที่มือก็ยังขัดดาบกลของตนอยู่ไม่หยุดนั่นแหล่ะ

            "มีแค่สามคนเท่านั้น ที่ชั้นจะไว้ใจ"ดวงตาสีน้ำแข็งนั่นก็มองแต่ดาบในมือตัวเองเหมือนกำลังเหม่ออยู่อย่างนั้น

            "......คนแรกคือตัวชั้นเอง สเพลฮี สคอลโล่...."

 

ไอ้สวะนั่นยังพูดจาได้อวดดีน่ากระทืบเหมือนเคย..........

 

            ยังดีที่ตอนนี้แซนซัสกำลังอารมณ์ดีเพราะกำลังจะได้อาละวาดให้เต็มที่ในงานใหญ่เบื้องหน้า ไม่อย่างนั้นแก้วเหล้าในมือคงลอยไปประดับบนหัวเงินๆของอีกฝ่ายเป็นแน่

            "คนที่สองก็คือนาย......."

            "หึ........"

            "เพราะนายคงไม่ทำตัวขัดแข้งขัดขาตัวเองแบบไอ้ม้าพยศนั่นหรอก จริงมั้ย" ประโยคพาดพิงถึงหัวหน้าหน่วยย่อยที่มียศไล่เลี่ยกันนั่นทำเอารอยยิ้มแสยะปรากฏขึ้นบนใบหน้าเข้ม ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงติดรำคาญ

            "ยังจะมีใครเกะกะได้เท่าไอ้สวะนั่นอีกเรอะ"

            ประโยคดังกล่าวเรียกเสียงหัวเราะน้อยๆดังจากปากอีกฝ่ายก่อนจะเงียบไปทั้งคู่

 

            ".........แล้วคนสุดท้ายที่แกไว้ใจคือใคร"

            สุดท้าย แซนซัสกลับเป็นฝ่ายทนไม่ไหว จนต้องเอ่ยปากถามขึ้นมาเสียเอง

            สคอลโล่นิ่งไปทันทีที่ได้ยินประโยคคำถามนั้น ดวงตาสีน้ำแข็งเหม่อมองไปเบื้องหน้า ออกไปนอกหน้าต่างรถตู้ที่พวกเขานั่งอยู่ เหม่อมองทอดสายตาออกไปยังสายฝนชุ่มฉ่ำเบื้องนอก ราวกับกำลังจมอยู่ในภวังค์ความคิดของตนเอง

            และนั่นก็ทำความอดทนของบอสใหญ่แห่งหน่วยวาเรียเริ่มเข้าใกล้จุดเดือด ดวงตาสีแดงโลหิตมองอีกฝ่ายด้วยอารมณ์กรุ่นตามแบบฉบับคนใจร้อนที่ไม่ชอบการรอคอย

            ".........ไอ้ฉลามสวะ"

            "ถ้าชั้นเป็นอะไรไปขึ้นมา คนที่จะทำหน้าที่แทนชั้นได้ก็มีแต่ไอ้หนูทาเคชิเท่านั้น"

            คำพูดที่หลุดจากปากของฉลามคลั่งทำเอาแซนซัสถึงกับชะงักไปชั่วครู่ ก่อนดวงตาจะฉายแววกราดเกรี้ยวออกมาพร้อมกับแรงกระชากที่คอเสื้อของอีกฝ่าย

            "เมื่อกี้.....แกพูดว่าอะไรนะ"

            "ถ้าชั้นเป็นอะไรไป คนที่จะมาแทนที่ชั้นได้มีแต่ไอ้หนูทาเคชิเท่านั้น"

            "คนที่สามที่ชั้นไว้ใจ.........คือยามาโมโตะ ทาเคชิ หรือที่แกเรียกมันว่าไอ้หนูดาบญี่ปุ่นนั่นแหล่ะบอส"

 

"มีแต่มันเท่านั้น ที่ชั้นจะไว้ใจให้มายืนระวังหลังให้นายแทนชั้น"

.

.

.

.

.

คำพูดของไอ้ฉลามนั่นยังคงดังก้องอยู่ภายในหัว

ทั้งๆที่ไอ้ฉลามสวะก็ไม่ได้เอ่ยมันออกมาด้วยเสียงระดับปรกติของมันด้วยซ้ำ

ทั้งๆที่ตอนแรกก็คิดว่าเป็นแค่คำพูดงี่เง่าไร้สาระแท้ๆ

แต่เพราะมันเอ่ยคำพูดนั่นออกมาเสียงเบา........

เบาจนผิดปรกติวิสัย

เบาจนกระทั่งเขาต้องเก็บเอาไปคิด

.

.

.

คำพูดไร้สาระของไอ้ฉลามนั่น

กลายเป็นคำพูดสำคัญ

และกลายเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เขาต้องมานั่งอยู่ที่นี่

เมื่อคำพูดไร้สาระจากปากฉลามสวะตัวหนึ่ง

ได้กลายเป็น

........คำสั่งเสียครั้งสุดท้าย......

.

.

.

 

            ดวงตาสีโลหิตที่หลับสนิทตั้งแต่ช่วงเวลาทำพิธีภายในโบสถ์ค่อยๆเปิดลืมขึ้นช้าๆ ก่อนเจ้าของมันจะเงยหน้าขึ้นมองตรงไปยังเจ้าของดวงตาสีดำสนิท ผู้ซึ่งยังคงยืนอยู่ข้างโลงศพของศิษย์รุ่นพี่ตนอยู่เช่นเดิม ริมฝีปากบางขยับแย้มส่งรอยยิ้มแจ่มใสให้อีกฝ่าย จนแซนซัสอดไม่ได้ที่จะยิ้มรับอย่างถูกใจ จะไม่ให้ถูกใจได้อย่างไร? ในเมื่อชายหนุ่มตรงหน้าส่งยิ้มสดใสให้เขาได้ทั้งๆที่ดวงตาสีเข้มยังคงทอประกายกร้าวและจิตสังหารที่แผ่ออกมาจนทำให้เขาตื่นจากนิทรานั้นกลับยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้นจากเดิม!!

            "ธุระที่เหลืออยู่ของชั้นตอนนี้ ก็มีเพียงรอเวลาส่งสคอลโล่กลับสู่ผืนดินเท่านั้น" รอยยิ้มอบอุ่นปรากฏวาบขึ้นบนดวงหน้าแบบคนเอเชียแท้เมื่อชายหนุ่มเอ่ยถึงบุคคลที่อยู่ข้างกาย ดวงตาฉายแววอ่อนลงครู่หนึ่งเมื่อเหลือบมองกลับไปยังผู้ที่นอนทอดร่างอยู่เบื้องหลังก่อนจะพลันทอประกายกร้าว

            "เมื่อเสร็จธุระแล้ว.....ชั้นก็พร้อม...."

            ".......ที่จะไปทำงานกับนาย!!" ยามาโมโตะประกาศก้อง ชายหนุ่มไม่รู้ถึงคำสั่งเสียของสคอลโล่ที่มีต่อแซนซัส หากแต่สคอลโล่เอง....ก็เคยสั่งเรื่องนี้เอาไว้กับเขาโดยตรงเช่นกัน การที่เจ้าตัวโพล่มาหาเขาเองแบบนี้ แปลว่าสคอลโล่เองก็คงเอ่ยอะไรซักอย่างกับคนตรงหน้านี่เหมือนกันสินะ.........

 

 

แววตาท้ายทาย

และจิตสังหารที่เข้มข้น

.

.

...นักฆ่า...

 

 

 

 

.

...วูบหนึ่งแซนซัสนึกถึงสคอลโล่...

 

...ร่างเงาของฉลามคลั่งค่อยๆก่อตัวซ้อนกับเด็กหนุ่มเบื้องหน้าโดยไม่รู้ตัว...

 

 

 

 

 

บางสิ่ง....กำลังเคลื่อนไหว......

 

======================================

เพราะคอมดันรีเองระหว่างแต่งไปตั้ง3รอบ....... แล้วใครมันจะไปมีอารมณ์แต่งต่อล่ะวะ!! 去死吧 -A-! 

เลยเอาฟิคมาลงฉลองบล็อคใหม่ซะเลย!!

เอาให้บ้าไปข้าง - - !

เย้ๆ!~

edit @ 6 Aug 2008 00:11:15 by 【云】Kumokuma

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เยส! จะเอาตอนสอง

#1 By ruk21us on 2008-08-05 23:49

ปาดดดดดดดดดดดดด แสรดดดดดดดด อิดิทไม่ได้กุก็จะปาดดดดดดดดดด

#2 By derick on 2008-08-05 23:51

ซันนนนนนนนนนนน ขอร้องงงงงงงงง เอาไปอัพลงบอร์ดเหอะๆๆๆๆ ,,>[]<,, โซโฮกมากๆเลยแม้จะยังไม่ได้อ่านแบบละเอียดดดดดดด

เอาไปอัพเห้อออออออออออออออ

#3 By โชเอง (58.8.126.148) on 2008-08-05 23:53

เซงพี่ใหญ่...ชิชิชิ...ตอนต่อไปเว้ยตอนต่อไป

เรทอ่ะ NC ด้วยกุอยากเห็น 55555

#4 By derick on 2008-08-05 23:57

กริ๊ดดดดด X80 กร๊ากกกก จะอาวตอนสอง โฮกกก

#5 By [Joey]I'm the tutor home Reborn on 2008-08-06 10:02

X80 อีกหนึ่งฟิคที่หาได้ยากยิ่ง ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ชอบคู่นี้

..... แต่ทำม๊ายยยยยย ทำไมอ่านแล้วไม่ขัด รู้สึกติดใจยังไงไม่รู้

....... หลามตายอีกแล้ว แต่เขียนฉากคำสั่งเสียได้ดีมาก ๆ เลยค่ะ

#6 By ~WhiteChoc!~ on 2008-08-06 13:06

อร้างงง

X80 หายากกกกกกกก

แต่อยากอ่านมานานแล้ววว

หลามตายซะงั้นหนอ

แต่ชอบค่ำสั่งเสียของหลามแหะ ~

#7 By [Davi] on 2008-08-08 21:41