[AUFic]KHR:Raining in the Darkness: II
posted on 10 Aug 2008 23:55 by kumokuma in Fiction
Title: Raining in the Darkness
Fandom: Katekyo Hitman Reborn!
Rating: ปัจจุบันยังPGแต่คาดว่าจะไปได้ถึงNC
Genre: Romance, Action, Drama, ETC
Pairing: ???
Warning!! : หากใครรับไม่ได้กับการตายของตัวละครในเรื่อง กดปิดไปได้เลยล่ะขอรับ เพราะว่าเรื่องนี้ ตายกันตั้งแต่ต้นเรื่องเลยทีเดียว....และจะตอกย้ำไปทั้งเรื่องเลยด้วย!!!
CHAPTER: 2
"ชั้นมีเรื่องต้องฝากแกว่ะไอ้หนู"
สคอลโล่เอ่ยขึ้นทั้งๆที่ยังยืนหอบ มือแกร่งกุมด้ามดาบไม้ไว้มั่นแม้มันจะชื้นเหงื่อจนลื่นมือแล้วก็ตาม ชายหนุ่มเสยเส้นผมยาวของตนออกไปให้พ้นใบหน้าก่อนจะใช้ปลายดาบเขี่ยๆเข้าที่ร่างของอีกฝ่ายที่นอนแผ่หมดสภาพอยู่บนพื้น...
ยามาโมโตะ ทาเคชิกำลังพยายามอย่างถึงที่สุดที่จะหยุดอาการหอบ.......
"ฟังอยู่รึเปล่าวะ!!"
เด็กหนุ่มเบื้องหน้าทำได้เพียงโบกมือไปมาอย่างระโหยแทนการตอบรับ เขาโดนนักดาบรุ่นพี่เอาดาบไม้ไล่กระหน่ำฟาดอย่าง‘บ้าระห่ำ'มาตลอดระยะเวลาเกือบสามชั่วโมง ดาบที่อีกฝ่ายใจดีโยนมาให้ไว้ป้องกันตัวก็โดนฟาดจนกระเด็นหลุดมือไปตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ได้ ความพยายามจะโจมตีกลับก็ดันเห็นผลเป็นศูนย์ เลยกลายเป็นว่าเขาต้องอาศัยเทคนิคเฉพาะตัวในการหลบหลีกดาบของอีกฝ่ายที่โจมตีเข้ามาอย่างไม่ปรานีปราศรัยนั่นแทน
ทำเอาตอนนี้นอกจากจะเหนื่อยหอบอย่างหนักแล้วยังเจ็บจนน่วมไปทั้งตัวเสียด้วย........
ไม่นึกเลยว่าแค่อีกฝ่ายเอาจริงขึ้นมาระดับฝีมือก็แตกต่างกันถึงเพียงนี้
....ไอ้เด็กเวรนี่.....มันน่าเสียดายพรสวรรค์นัก!!
สคอลโล่มองสภาพศิษย์น้องตัวเองอย่างหงุดหงิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจออกมาแล้วทิ้งตัวลงนั่งเคียงข้าง มือเรียวยาวในแบบของนักดาบเอื้อมไปเกลี่ยปัดเส้นผมสีดำสนิทของอีกฝ่ายเบาๆ ดวงตาสีน้ำแข็งทอประกายอ่อนลงชั่วครู่ กระทั่งฝ่ายคนที่นอนหอบแฮ่กๆอยู่กับพื้นพยายามส่งยิ้มเหมือนเคยออกมาให้เห็น....
.
รอยยิ้มแบบเดียวกับที่เห็นมาตลอดสองสามวันที่ผ่านมา
.
คิ้วเข้มขมวดมุ่นเข้าหากันในทันที มือเรียวในถุงมือสีดำสนิทกระชากคอเสื้อเด็กหนุ่มให้ลุกขึ้นมาประจันหน้า
.
.
"แกจะเลิกยิ้มแบบนั้นซะทีได้มั้ยวะ!! เห็นแล้วมันทุเรศลูกตาว้อย!!!"
สัมผัสหนักๆบริเวณไหล่เรียกสติรับรู้กลับคืนสู่ตัวชายหนุ่มอย่างรวดเร็วจนเกือบเป็นอาการสะดุ้ง ทำเอาคนสะกิดเรียกถึงกับหัวเราะออกมา
"อะไรกัน แอบหลับหรอเนี่ยยามาโมโตะคุง"
เสียงแซวอารมณ์ดีเรียกรอยยิ้มตอบรับให้ปรากฏ ยามาโมโตะหัวเราะพลางเกาหลังคอด้วยความขัดเขิน นานแล้วที่เขาไม่ได้นั่งหลับบนรถยนต์แบบนี้ สงสัยช่วงนี้จะเหนื่อยเกินไปกระมัง
"คุณดีโน่เอง เมื่อกี้ก็หลับไม่ใช่หรอครับ หลับก่อนผมซะอีก" เมื่อโดนย้อนมาแบบนั้นก็ทำเอาชายหนุ่มผมทองได้แต่หัวเราะแฮะๆเช่นกัน เพราะตัวเองก็เพิ่งโดนคนสนิทปลุกก่อนหน้าไม่นาน ก่อนจะรีบเฉไฉเปลี่ยนเรื่องด้วยการชี้ชวนให้อีกฝ่ายมองวิวข้างทางนอกรถแทน
"ใกล้จะถึงแล้วล่ะนะ....ปราสาทของพวกวาเรียน่ะ"
แม้จะมีหน้าฉากเป็นบริษัทเล็กๆในเครือธุรกิจเรือเดินสมุทร หากแต่เอาเข้าจริงแล้วตัวสำนักงานแม่ของวาเรียกลับไม่ได้มีความใกล้ชิดเกี่ยวข้องกับน้ำเลยแม้แต่น้อย สำนักงานใหญ่ของวาเรียหรือที่เรียกติดปากกันทั่วไปว่า‘ปราสาท'นั้นตั้งอยู่ในแถบชานเมืองเก่า ด้านหลังติดภูเขาซะด้วยซ้ำไป
เหนืออื่นใด ปราสาทของวาเรียเป็นสำนักงานใหญ่เพียงแห่งเดียวนอกจากสำนักงานหลักของวองโกเล่ที่ตั้งอยู่ในอิตาลี
ไม่อาจมีใครปฏิเสธได้ว่ากลุ่มธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในขณะนี้คือกลุ่มธุรกิจวองโกเล่ และเพราะไม่มีสิ่งใดสามารถเติบโตขึ้นมาได้อย่างใสสะอาด ธุรกิจเบื้องหน้าเพียงอย่างเดียวไม่อาจทำให้วองโกเล่ยืนหยัดอยู่ได้ และการแก่งแย่งแข่งขันกันเบื้องหลังนั้นก็เป็นสิ่งที่ไม่สามารถจะควบคุมได้ด้วยอำนาจเงินตรา การคงอยู่ของ ‘วาเรีย'... จึงกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้
ทั้งที่เป็นเพียงหน่วยงานที่อาศัยชื่อบริษัทเล็กๆในเครือวองโกเล่บังหน้า แต่กลับเป็นอิสระไม่ขึ้นตรงต่อสำนักงานใหญ่ สามารถสั่งการและเคลื่อนไหวกันเองภายในได้ ทั้งยังมีสิทธิ์เด็ดขาดโดยที่คนนอกไม่อาจเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในได้อีกด้วย
เพราะ‘วาเรีย'เป็นหน่วยงานที่เร้นกายอยู่ด้านหลังวองโกเล่ รับผิดชอบดูแลกิจการเบื้องหลังทุกประการ
.....หากเปรียบวองโกเล่เป็นดังนักแสดงนำผู้ยืนหยัดอยู่ท่ามกลางแสงไฟส่องสว่าง ถูกจ้องมองโดยเหล่าผู้ชมนับล้านของเวทีโลก.......
วาเรียจักเป็นดั่งผู้กำกับละครที่คอยควบคุมการแสดงอยู่ด้านหลัง ซ่อนตนอยู่ในเงามืดของเวที อาศัยฉากหน้าที่สดสว่างกำบังกาย เป็นฐานอำนาจคอยส่งเสริมให้วองโกเล่เจริญรุ่งเรืองขึ้นไปเรื่อยๆ พร้อมๆกับสอดส่องแยกแยะหาสายตามุ่งร้ายจากดวงตาของเหล่าผู้ชม....
........แล้วทำลายทิ้งซะ.....
เพราะวาเรีย.......คือเงามืดแห่งวองโกเล่
ดวงตาสีดำเข้มจับจ้องไปยังคฤหาสน์หลังงามเบื้องหน้าที่ถูกขนานนามว่า‘ปราสาท' อันเป็นเป้าหมายที่รถยนต์คันสีดำหรูกำลังมุ่งหน้าไป ก่อนที่เสียงของเจ้านายเก่าจะเรียกให้หันกลับไปหา
"ตัดสินใจดีแล้วใช่มั้ย?" ดวงตาสีอ่อนทอดมองใบหน้าอีกฝ่ายนิ่ง
ที่อันตรายแบบนี้
ถ้าเป็นไปได้
ก็อยากจะรั้งเอาไว้
"ตอนนี้เป็นเวลาสุดท้ายที่เธอจะเปลี่ยนใจได้นะ ยามาโมโตะคุง"
ถึงอย่างไรยามาโมโตะก็เป็นคนที่ร่วมงานกันมานาน เป็นคนคุ้มกันที่ไว้วางใจได้ และอยู่ข้างกายเขามาตลอดระยะเวลาเกือบปีที่ผ่านมา
ถ้าเป็นไปได้
ก็ไม่อยากให้อีกฝ่ายต้องไปเสี่ยงอันตรายมากกว่าที่เป็นอยู่
....ถึงแม้จะเป็นคำสั่งเสียของเพื่อนสนิทตนก็ตามที....
"ฮะๆ ก็...นะ ตัดสินใจไปแล้วนิครับ"
รอยยิ้มกว้างที่ฉาบทับบนใบหน้าและน้ำเสียงที่ตอบอย่างมั่นใจ ทำเอาดวงตาสีอ่อนเบิกกว้าง ก่อนจะเปล่งเสียงหัวเราะออกมาน้อยๆเมื่อเห็นภาพซ้อนทับกับใครบางคนที่รู้จักดี
.....พวกนักดาบนี่หัวดื้อเหมือนกันหมดเลยรึไงนะ?.......
"ในฐานะเจ้านายเก่า ชั้นยอมรับเลยน้า ว่าเสียดายอยู่เหมือนกันที่เธอจะย้ายไปทำหน่วยอื่นน่ะ" ชายหนุ่มยกมือขึ้นกอดอก ดวงตาคมสีฟ้าใสมองจ้องอีกฝ่ายด้วยสายตาคาดโทษ "ถึงแม้ว่าจะยังได้เจอกันอยู่ก็เถอะ"
บานประตูโลหะหนาค่อยๆอ้ากว้างออกเปิดทางให้ผู้มาเยือน .....สัญญาณต้อนรับจากปราสาทที่ดูราวกับป้อมปราการแห่งนี้
"ยังไงก็คงห้ามไว้ไม่ได้สินะ......."
ยามาโมโตะตอบคำถามด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้มกว้างในแบบของตน และนั่นสร้างรอยยิ้มให้ปรากฏบนริมฝีปากคู่สนทนา รถแล่นมาหยุดลงตรงหน้าบันไดทางขึ้น มีวาเรียระดับล่างยืนรอคอยอยู่แล้ว หนึ่งในนั้นเดินตรงเข้ามาที่รถและเอื้อมมือมาเพื่อเปิดประตู
"น่าเสียดายนะที่ชั้นมาส่งได้เพียงแค่นี้แหล่ะ" ดีโน่เอ่ยขณะเงยหน้าขึ้นมองตัวคฤหาสน์.....ปราสาทของวาเรีย ป้อมปราการที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งวองโกเล่
"พอดีชั้นไม่ค่อยถูกโรคกับคนในปราสาทนี้ซะด้วยสิ.."
.....บานประตูเปิดออกพร้อมๆกับรอยยิ้มที่ต่างฝ่ายต่างมอบให้แก่กันแทนคำอำลา
"ถ้ายังไงก็......ขอให้โชคดีนะ.....ยามาโมโตะคุง"
สิ้นคำบานประตูรถก็ถูกปิดลง หากดวงตาสองคู่ยังคงมองสบกันผ่านกระจกรถอยู่ตลอด จนกระทั่งเครื่องยนต์รถถูกสตาร์ทขึ้นอีกครั้งและยานพาหนะคันหรูได้เคลื่อนตัวแล่นกลับออกไปสู่โลกภายนอกดังเดิม
ชายหนุ่มไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า นี่ถือเป็นเรื่องเสี่ยงอันตรายอย่างยิ่งสำหรับหัวหน้าหน่วยข่าวกรองเช่นดีโน่ที่มาส่งตนซึ่งเป็นการ์ดประจำตัวที่นี่และกลับออกไปโดยไม่มีคนคุ้มกันติดไปด้วย แต่เขาก็รู้สึกยินดีและขอบคุณอย่างมากกับความหวังดีของอีกฝ่าย เพราะถ้าไม่ได้ดีโน่อาสามาส่งถึงที่นี่แล้ว เขาเองยังไม่รู้ว่าจะต้องผ่านด่านตรวจสอบซักกี่ด่านจึงจะหลุดมาถึงประตูหน้าคฤหาสน์ได้
......และยังไม่นับเรื่องที่ว่าถ้าไม่มีดีโน่เขาก็คงไม่รู้ว่าปราสาทวาเรียตั้งอยู่ที่ส่วนไหนของโลก!
ยามาโมโตะรอจนกระทั่งประตูเหล็กหนาของปราสาทปิดสนิทลงอีกครั้งจึงกลับหลัง หันมาให้ความสนใจกับเหล่าวาเรียที่ยืนนิ่งเงียบรอคอยตนอยู่ อีกฝ่ายยังคงนิ่งเงียบดุจเดิม หากเมื่อเห็นยามาโมโตะพร้อมแล้วหนึ่งในนั้นจึงกลับหลังหันและเดินนำทางชายหนุ่มเข้าไปในภายใน
แก้วบรรจุของเหลวราคาแพงถูกยกขึ้นจ่อสัมผัสริมฝีปากก่อนกระดกไหลลงคอจนหมดในรวดเดียว ชายหนุ่มยกมันชูขึ้นในระดับสายตา ปล่อยให้แสงแดดอ่อนๆส่องลอดม่านหน้าต่างตกกระทบบนเนื้อแก้วสะท้อนกับก้อนน้ำแข็งที่ยังถูกเคลือบด้วยน้ำสีอำพันภายใน ก่อเกิดเป็นสีสรรหลากหลาย เขาพลิกข้อมือหมุนมันไปมา จนของเหลวภายในสะท้อนแสงระยับ หากดวงตาสีโลหิตเพียงจ้องมองความงามตรงหน้าด้วยสายตาเบื่อหน่าย ก่อนจะวางแก้วเหล้าในมือลงข้างกาย และคว้าหยิบเอาขวดสุราดีกรีสูงขึ้นมาเปิดแทน
.
.
.
"บอส!! กินเหล้าแต่เช้าเลยรึไงวะ!! มีเอกสารด่วนมาให้เซ็นนะเว่ย!" นักดาบหนุ่มโพล่เข้ามาในห้องพร้อมเสียงโวยวาย ทำเอาคิ้วเข้มขมวดเข้าหากันอย่างหงุดหงิด และก่อนที่อีกฝ่ายจะทันได้อ้าปากเอ่ยคำถัดไป แก้วเหล้าข้างกายก็ลอยหวือเข้าไปหาเสียแล้ว
"เฮ้ย! เล่นแบบนี้มันเจ็บนะว้อยย!!" สคอลโล่ร้องประท้วงขณะเดินเอาเอกสารมาวางบนโต๊ะ และเอื้อมวางแก้วเหล้าที่ตนคว้าไว้ได้ทันก่อนจะกระทบหัวกลับลงที่เดิม
"อย่าเมาจนเซ็นไม่ได้ล่ะบอส มาม่อนมันจะเอาเย็นนี้"
"หุบปากไปไอ้สวะ แล้วบอกไอ้เด็กนั่นให้มันมาเซ็นเองซะ!!"
"มันก็คงจะเซ็นเองแหล่ะถ้าชื่อประธานบริษัทไม่ใช่แซนซัสน่ะ........" พูดจบก็ผลุบหัวเงินๆหายไปหลังบานประตูปล่อยให้บานประตูไม้กลายเป็นเหยื่อแก้วบินของอีกฝ่ายแทน
.
.
.....เสียงแก้วแตกดังกระตุ้นสติให้กลับคืนสู่ปัจจุบันที่เป็นอยู่.....
ภาพอดีตค่อยๆลบจางลงพร้อมๆกับร่องรอยของเหลวสีอำพันที่ค่อยๆไหลย้อยตามแผ่นไม้ลงสู่พื้น
ชายหนุ่มเอื้อมมือหยิบแก้วใบใหม่ออกมาจากช่องเก็บข้างใต้โต๊ะ ไม่สนใจกับเศษแก้วที่เพิ่งโดนตนปาไปแตกกระจายเกลื่อนหน้าประตูแม้แต่น้อย มือใหญ่คว้าขวดสุราดีกรีหนักขึ้นมาเปิด หากแต่กลับชะงักมือก่อนจะเทใส่แก้ว
แล้วตัดสินใจกระดกขวดขึ้นแนบริมฝีปากแทน
.
..เบื่อ..
.....ตอนนี้บอกได้คำเดียวว่าโคตรเบื่อ.....
ขวดวิสกี้ราคาสูงถูกกระแทกลงบนโต๊ะอย่างแรง ก่อนแซนซัสจะหันไปคว้าเอกสารลงจากกองและเริ่มกราดสายตาไล่อ่านตัวอักษรบนหน้ากระดาษ
"มีอะไรก็ว่ามา" ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นโดยไม่แม้แต่จะแลสายตาไปยังบานประตูห้องที่กำลังมีหัวทองๆโพล่เข้ามา พร้อมรอยยิ้มแสยะกว้าง
"ชิชิชิ คนใหม่มาแล้วล่ะบอส" เด็กหนุ่มเดินมาเกาะโต๊ะอีกฝ่าย เส้นผมสีทองปรกปิดหน้าตาจนยากจะคาดเดาอารมณ์ มีเพียงริมฝีปากที่ฉีกยิ้มกว้างตลอดเวลาเท่านั้น "ตอนนี้ลุซซูเรียกำลังลงไปรับแหล่ะ"
"....แล้วไง" ชายหนุ่มตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจนัก เขายกเหล้าขึ้นจิบอีกครั้ง พร้อมกับจับปากกาเริ่มจัดการงานเอกสารของตนต่อ
....เรื่องของพวกสวะ ก็ให้พวกมันจัดการกันเอง จะสนใจไปทำไม?...
เด็กหนุ่มผมทองมองอาการคนตรงหน้าพลางส่งเสียงหัวเราะ "ชิชิชิ เจ้าชายอยากเห็นหน้าคนมาใหม่ไวๆ เจ้าชายอยากเห็นคนที่สคอลโล่ยอมรับ"
คำพูดของเด็กหนุ่มเชื้อพระวงศ์เรียกร่องรอยประหลาดใจให้ปรากฏบนใบหน้าคมเข้ม นี่ไม่ใช่หนแรกที่มีคนบ่นอยากเห็นหน้าคนมาใหม่ แต่ครั้งนี้มันต่างออกไป เพราะมันหลุดมาจากปากไอ้สวะว่างงานนี่
แต่มันก็ยังเป็นเรื่องของสวะอยู่ดี
และมันก็กล้าพอจะเอาเรื่องไร้สาระมารบกวนเขา....
แซนซัสเงยหน้าจากกองเอกสารขึ้นมองหน้าอีกฝ่ายด้วยท่าทางที่ทำเอาคนโดนมองต้องผละออกจากข้างโต๊ะบอสตัวเองทันที ดวงตาสีโกเมนที่จ้องตรงมาและคิ้วเข้มที่ขมวดเข้าหากันบอกได้ดีว่าอีกฝ่ายชักจะเริ่มรำคาญ และน่าจะหงุดหงิดขึ้นเรื่อยๆถ้าเขายังไม่รีบออกไป
"แล้วทำไมไม่ไปดูซะล่ะ" บอสหนุ่มเอ่ยเสียงเย็น พร้อมๆกับรังสีมาคุที่แผ่ออกมา ช่วยเพิ่มแรงก้าวของเด็กหนุ่มให้ถอยออกสู่ประตูหน้าห้องไวขึ้น ทว่าคนอายุน้อยกว่าก็ยังไม่วายเอ่ยกวนประสาทคนในห้องทิ้งท้ายก่อนออกไป
"เจ้าชายรู้ว่าบอสก็สงสัยเหมือนเจ้าชายล่ะน่า!!"
พูดจบก็ผลุบหนีออกไปจากห้อง ปล่อยให้บานประตูรับเคราะห์จากอารมณ์โกรธของเจ้าของห้องอีกครั้ง
"ชิ!" บอสหนุ่มได้แต่สบถอย่างขัดใจเมื่อต้องเสียสุรารสเลิศไปหนึ่งขวดโดยเปล่าประโยชน์ เขากลับมาให้ความสนใจกับกองเอกสารตรงหน้าได้เพียงชั่วครู่ ก่อนจะหวนนึกถึงคำพูดของคนที่เพิ่งหนีออกไป ....
รอยยิ้มเย็บเยียบผุดขึ้นบนใบหน้าคม ภาพของชายหนุ่มเชื้อสายเอเชียที่จ้องตรงมาทางเขา ประกายตา และจิตสังหารที่แหลมคม.....จนชวนให้คิดถึงบุคคลอีกผู้หนึ่ง
หากยังมีอีกสิ่งที่แซนซัสมองเห็นลึกลงไปกว่านั้น......
"เหอะ! ไอ้ฉลามนั่นยอมรับแล้วไง ....ถ้าเป็นของที่ใช้งานไม่ได้ มันก็ไม่ต่างอะไรกับขยะไร้ค่า!!!"
ยามาโมโตะ ทาเคชิกำลังสาบานกับตัวเองเป็นรอบที่ล้านว่าจะพยายามไม่ตกใจกับขนาดของคฤหาสน์ไปมากกว่านี้........
เขามั่นใจว่าตัวเองกำลังเดินอ้าปากค้าง........ใช่อ้าปากค้าง
และเมื่อรู้สึกตัวขึ้นมาก็อดหัวเราะเก้อๆไม่ได้
ในทีแรกเขามองว่าที่นี่เป็นคฤหาสน์ทรงยุโรปที่ดูจากภายนอกแล้วไม่ได้มีขนาดใหญ่โตอะไรมากมาย จึงไม่ได้สร้างความตื่นเต้นให้กับคนที่เห็นตึกสูงๆจนเคยชินแล้วอย่างเขาเท่าไหร่นัก ทว่าเมื่อก้าวเข้ามาภายในและย่างเท้าเข้าสู่ห้องโถงรับรอง
.....ชายหนุ่มก็ต้องเปลี่ยนความคิดทันที
เขาจับใจความจากคำอธิบายของวาเรียนำทางได้แค่ว่า ห้องโถงแห่งนี้คือห้องเลี้ยงรับรองหลักของคฤหาสน์ ดวงตาสีเข้มมองไล่สายตาไปตามผนังห้องสีแดงหม่นประดับด้วยภาพวาดเรียงราย แสงแดดลอดผ่านช่องหน้าต่างทรงสูงเป็นแนว เพดานโค้งรูปโดมถูกวาดเป็นลวดลายต่างๆอย่างงดงามสุดจะพรรณา โคมแก้วระย้าหรูห้อยตัวลงมาจากเพดานอย่างน่าหวาดเสียว โทนสีโดยรวมของห้องแม้จะเข้มและค่อนข้างหม่นหมอง หากกลับยิ่งช่วยส่งเสริมความหรูหราของสถานที่ให้มากขึ้นเท่านั้น
ยามาโมโตะยอมรับว่า เขาไม่มีหัวทางด้านศิลปะเลย ไม่มีเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นสิ่งที่ทำได้เพียงอย่างเดียวเมื่อเห็นความงามของห้องโถงแห่งนี้ก็คือ
หยุด
ยืนนิ่ง
.
แล้วอ้าปากค้าง.....
.
......ใช่ หยุดยืนอ้าปากค้างอยู่กับที่ตรงนั้นเลย......
นึกได้ถึงตรงนี้ยามาโมโตะก็หลุดหัวเราะออกมาอีกรอบ พลางเหลือบสายตามองไปยังชายหนุ่มอีกคนที่เดินนำหน้าตนอยู่ ถ้าไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายล่ะก็ ไม่รู้ว่าป่านนี้เขาจะยังมัวยืนค้างอยู่ตรงนั้นรึเปล่า
แต่เอ.....จะเรียกว่าผู้ชายได้มั้ยนะ?
"ยามาโมโตะคุงเนี่ย หัวเราะอีกแล้วนะ" ชายหนุ่มผู้มีเรือนผมสีเขียวสว่าง หันหน้ามาหลังจากได้ยินเสียงอีกฝ่ายหัวเราะอยู่คนเดียวได้ซักพัก ก่อนจะกลับไปอ่านแฟ้มในมือของตนต่อ
.....คนแบบนี้เนี่ยนะจะเป็นนักฆ่า.....
ตั้งแต่เจอหน้าแว่บแรก ลุซซูเรียก็จัดให้ ‘ยามาโมโตะ ทาเคชิ'อยู่ในประเภทคนที่ต้องตามดูแลตลอดเวลาทันที เพราะครั้งแรกที่เห็นกัน ก็คือตอนที่อีกฝ่ายมัวแต่ยืนตะลึงมองห้องจัดเลี้ยงรับรองอยู่เพียงลำพัง และไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำว่ามีใครเข้ามาใกล้จนกระทั่งต้องส่งเสียงทักออกไป
จะเรียกว่ามัวแต่เหวอจนพลัดกับวาเรียนำทางโดยไม่รู้ตัวก็คงได้มั้ง.....
"หัวเราะแบบนี้ไม่เคยโดยหาว่าบ้าหรอจ๊ะ"
ทว่าคนถามก็แทบจะกุมขมับเมื่อได้คำตอบกลับมาเป็นเสียงหัวเราะและประโยคที่ว่า....
"ไม่รู้สิครับ"
แล้วยามาโมโตะก็หัวเราะอยู่คนเดียวให้คนข้างหน้าถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่อีกครั้ง แล้วก้าวเดินต่อไปโดยพยายามไม่สนใจคนข้างหลังอีก
ตานี่.....มีดีแค่หน้าตารึไงกัน.....?
"ว่าแต่...เรากำลังจะไปที่ไหนหรอครับ คุณลุซซูเรีย" ดวงตาสีดำกวาดมองไปรอบด้าน ตอนนี้อีกฝ่ายพาเขาเดินทะลุผ่านสวนกลางคฤหาสน์มาแล้ว ของประดับตกแต่งต่างๆดูจะลดน้อยลงจนแทบจะนับชิ้นได้ บรรยากาศรอบตัวสงบเงียบขึ้น แลดูเคร่งขรึมกดดันแตกต่างจากเมื่อครู่ที่ยังให้ความรู้สึกถึงผู้คนและความวุ่นวายในการทำงาน
หากแต่ที่ชัดเจนที่สุดจนทำให้ชายหนุ่มต้องขมวดคิ้ว ประสาทสัมผัสทั่วกายเกร็งขึ้นอย่างไม่อาจห้ามได้ มือกำอาวุธคู่กายแน่นเข้า กลิ่นอายที่แม้ไม่ต้องการหากกลับคุ้นเคยดี
เจือจาง
หากล่องลอยอบอวลในทุกอณูอากาศ
หนึ่ง
คือ
...คาวโลหิต...
"ไปหาบอสไงจ๊ะ เธอต้องเอาแฟ้มเอกสารโอนย้ายหน่วยงานนี่ไปรายงานตัวกับบอส" ลุซซูเรียเอ่ยทั้งที่ยังคงไล่สายตาอ่านเอกสารในมืออยู่ ก่อนจะตวัดสายตาหันกลับมามองอีกฝ่ายอย่างประหลาดใจ
และ.....
ชายหนุ่มยังคงเดินตามมาข้างหลัง รอยยิ้มประดับบนใบหน้าคมคาย หากไร้ซึ่งแววขี้เล่นสดใสเช่นเมื่อครู่ ริมฝีปากบางยกขึ้นน้อยๆ จนไม่อาจเรียกได้เต็มปากว่าเป็นรอยยิ้ม ดวงตาสีเข้มคมทอประกายดุดันมองตรงออกไป ข้ามผ่านคนเบื้องหน้าราวไม่อยู่ในสายตาอีกต่อไป
สอง
คือ
... จิตสังหาร...
ในวินาทีนั้นเองที่ลุซซูเรียให้ข้อสรุปกับตนเองได้ ว่าเหตุใดคนที่สคอลโล่เลือก จึงต้องเป็นคนคนนี้เท่านั้น คนที่ไม่เหมาะด้วยประการทั้งปวง หากแต่....
พุ่งไปเบื้องหน้าอย่างมั่นคง
แหลมคม
ราวกับดาบ
"ชิชิชิ ลุซซูเรียมาช้าจัง เจ้าชายรอจนเบื่อแล้วนะ"
ทันใดนั้นเองยามาโมโตะก็ได้ยินเสียงหัวเราะแหลมดังขึ้นข้างใบหูก่อนจะรับรู้ได้ถึงน้ำหนักตัวอีกฝ่ายที่จู่ๆก็โถมกระโจนเข้าใส่เขาจากด้านหลัง ลำแขนเรียวตวัดคว้าหมายจะโอบรัดรอบลำคอหากชายหนุ่มยกมือขึ้นมากันไว้ได้ทัน พร้อมกับชิงุเระคินโทคิถูกยกขึ้นปัดแผงใบมีดที่ปรากฏและพุ่งตรงเข้าหาอย่างรวดเร็วออกไปได้หวุดหวิด!!
"เล่นอะไรเนี่ยเบล! เดี๋ยวหน้าหล่อๆเป็นรอยกันพอดี" ไม่พูดเปล่าเจ้าตัวยกมือขึ้นลูบสำรวจไปตามใบหน้าและลำตัวของยามาโมโตะทันที โดยที่เจ้าตัวได้แต่ยืนงง ยังไม่อาจตั้งสติกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันได้
"ชิชิชิ เจ้าชายก็แค่เล่นกับคนใหม่เท่านั้นเอง" พูดจบก็ชะโงกหน้ามามองคนที่ตัวเองกำลังขี่หลังอยู่ด้วยรอยยิ้มแสยะกว้าง "ทนมือทนไม้แบบนี้สนใจมาเป็นของเล่นของเจ้าชายมั้ย? ชิชิชิ"
"เบล!" ลุซซูเรียส่งเสียงดุมาตัดหน้าก่อนยามาโมโตะจะทันได้เอ่ยอะไรออกมา มือเกือบเรียวของเจ้าตัวยื่นมาหมายจะแยกเอาเด็กหนุ่มลงจากบ่ากว้าง "ลงมาเดี๋ยวนี้เลยนะ ชั้นต้องรีบไปหาบอส"
"ม่าย~ เดี๋ยวเจ้าชายจะพาคนใหม่ไปหาบอสเอง เจ้าชายอยากดู"
เบลคลายวงแขนที่กอดรัดไว้ออกจากกันพลางเบี่ยงตัวแอ่นหลบมือนักฆ่าผมสีแสบโดยไม่สนใจเลยว่าตนเองกำลังเลี้ยงตัวอยู่บนหลังของคนอื่น จนยามาโมโตะต้องรีบคว้าต้นขาของอีกฝ่ายเอาไว้แน่น มือหนึ่งดึงรั้งข้อมือของคนบนหลังตัวเองเอาไว้ไม่ให้เสียศูนย์ สองขาก้าวไปมาทั้งเพื่อคงสมดุลย์ร่างกายตนเองไว้ ทั้งเพราะแรงดึงรั้งจากคนด้านหลัง และเพื่อถอยหลบอีกคนที่พุ่งเข้าหา หากรอยยิ้มอารมณ์ดียังคงปรากฏบนใบหน้า....
....สงสัยจะลืมไปแล้วมั้งว่าเราอยู่ตรงนี้น่ะ ฮะๆๆ....
สุดท้ายแล้วลุซซูเรียก็ต้องยอมให้เบลเป็นคนพายามาโมโตะไปหาแซนซัส เมื่อเชื้อพระวงศ์หนุ่มเอาแต่ฉีกยิ้มกว้างและยืนกรานว่าจะไม่ขยับตัวลงจากหลังของยามาโมโตะแม้แต่ก้าวเดียว ส่วนตัวคนโดนขี่หลังนั่นก็เอาแต่ยิ้มและหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ........มันน่าขำตรงไหนกัน?
"เข้าไปแล้วเอาแฟ้มนี่ให้บอสนะจ๊ะ" นักฆ่าสาวตัดสินใจส่งแฟ้มเอกสารในมือให้กับยามาโมโตะ แม้เจ้าชายน้อยจะร้องอยากเป็นคนถือเอกสารเองก็ตาม หากแต่เธอมั่นใจว่า เอกสารน่าจะไปถึงมือแซนซัสมากกว่าถ้าเก็บมันให้ห่างจากมือของเด็กหนุ่ม
นักดาบหนุ่มเพียงยิ้มน้อยๆ รับคำ แล้วกระชับสัมภาระบนหลังก่อนจะออกเดินไปตามทางที่เจ้าชายน้อยเป็นผู้ชี้สั่ง
ลุซซูเรียยืนมองอยู่ครู่หนึ่งเมื่อเห็นว่าทั้งสองลับมุมหายไปแล้วก็พลันถอนหายใจออกมา
....การที่จู่ๆเบลก็พุ่งเข้าโจมตีไม่ใช่เรื่องแปลก.....
เมื่อกล่าวถึงแซนซัส
แม้จะบางเบาทว่าเด่นชัดจนรู้สึกได้
.....กลิ่นไอความแค้น....
.
.
"ถ้าดาบของเด็กนั่นไม่หันเข้าหาบอสก็คงจะดีหรอกนะ.....สคอลโล่"
======================================
ตอนที่2 *-* (กรี๊ดๆ)
ช่วงนี้รักเจ้าชายชะมัดเลย ><~ น่ารักกร๊าซซ
รักเจ๊ลุซด้วย พูดถูกใจ 5555
ตอนนี้ค้าง Tag ไอดอลอยู่2อัน จะบ้าตาย = =" มุกง่ะแถกมาเพิ่มทำไมงิ..... (บ่นแต่ได้ข่าวว่าหารูปอยู่?)
อยากเห็นแถกเกมพระราชาว่ะ 5555 ใครก็ได้เล่นให้ดูหน่อย อยากรู้ว่าแต่ละคนจะออกมาฉ่อยแค่ไหน
เย้ๆ~
กุอยากเห็นตอน X เจอ 80 กรั่ก ๆ
แต่แหมตอนนี้ S80 อ่ะ แบบว่า อร๋างงงงงงงง จับผม กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด
ปล.น้องเฟรลิลกุอ่ะ - -
#1 By derick on 2008-08-11 00:19