วันนี้ดวงดีได้ตั๋วไปดูหนังเรื่อง Green Zone รอบสื่อที่โรงสยามพารากอนมาครับผม

อู้งานกันสุดติ่ง แถมตอนนี้ก็ยังมานั่งอัพบล็อคอีก (ฮา) 

ยอมรับเลยว่า ตอนเพื่อนโทรมาถามว่าจะดูมั้ยนี่ อิซันยังมึนๆถามกลับไปเลย "หนัง(ห่)าอะไรวะนั่น? มีหนังชื่อนี้กำลังจะเข้าโรงด้วยหรอ"

ก็มาได้ยินจากเพื่อน(อีกคน)ทีหลังน่ะนะ ว่าเป็นหนังเรื่องนึงที่มันตั้งตารอดูอยู่ บางทีอาจจะเป็นเพราะผมไม่ได้เสพย์ข่าวสารอะไรนานเกินไปแล้วก็ได้ เอาแต่เห็นเดือนผ่านหน้าต่างห้อง กับนั่งมองตะวันจากในจอคอมอยู่

งานนี้พอได้ดูแล้วก็อดรนทนไม่ได้ = =" ขอเอามาเผยแพร่ให้คุณๆท่านๆเป็นอุทาหรณ์ว่าอย่าได้เสียตังไปดูมันเลย OTL

ปล. ทั้งหมดนี่เป็นความเห็นส่วนตัวนะครับ ^^

 

 


 

เท้าความก่อนฮะ

หนังเรื่อง Green Zone เป็นหนังแนวสงคราม สร้างเรื่องราวทั้งหมดขึ้นมาจากเหตุการณ์ความไม่สงบและข่าวลือต่างๆนาๆจากสงครามอิรัค โดยหนังจะนำเสนอเรื่องราวผ่านทางทหารอเมริกันที่ไปปฏิบัติหน้าที่ในสงครามอิรัคนั่นแหล่ะ

เรื่องย่อของ Green Zone อ่านแล้วจับใจความได้ว่า มิลเลอร์(พระเอก) เป็นทหารที่ไปปฏิบัติการณ์ในอิรัค และได้รับคำสั่งให้ค้นหาสุดยอดอาวุธของอิรัคออกมา

เรื่องย่อที่โรงหนังบอกไว้ก่อนดู มีแค่นั้นแหล่ะ (ฮา)

เอาจริงๆ แค่เห็นเรื่องย่อ ความอยากดูก็หายไป 60% แล้วล่ะนะ (ฮา)

ตอนนี้จะยังไม่สปอลย์ก็แล้วกันนะฮะ เพราะว่าแค่ส่วนอื่นนอกเหนือจากเนื้อเรื่อง กับประเด็นที่หนังต้องการจะสื่อ(รึเปล่า?) ก็ทำให้ความน่าดูของหนังเรื่องนี้หดเหลือไม่ถึง 30% แล้วล่ะนะ = ="

 

 

 

คะแนนรีวิวในสายตาอิซัน

4/10

 

 

 

เหตุผล

1. หักคะแนนแหลกลาญข้อแรกตั้งแต่การเล่นกล้องของหนังเรื่องนี้เลยครับ มันเป็นหนังเรื่องแรก ที่ทำให้อิซันนั่งเมาหนังตั้งแต่ยังฉายไปได้ไม่ถึง 10 นาทีดี ด้วยมุมกล้องที่เหมือนแผ่นดินไหวตลอดเวลา ไม่ได้เป็นเฉพาะจขบ.คนเดียว แต่ทั้งคณะที่ไปดูกับ 9 คน ตายในหน้าที่กันเกือบหมด

ยอมรับว่าที่นั่งน่าจะมีส่วน เพราะนั่งค่อนหน้าไปค่อนข้างเยอะ แต่หนังเรื่องนี้มุมกล้องแย่มากจริงๆ เห็นเพื่อนว่าอาการหนักกว่า Blair Witch Project อีกว่ะ...

หนังที่ดูไม่รู้เรื่อง หรือทำให้คนทนดูไม่ได้ (คนข้างๆอิซัน หลับซบกันหงุงหงิงมันตั้งกะยังไม่กลางเรื่องดี) ถึงจะมีอะไรดีในหนังมากแค่ไหน สำหรับผมแล้วยังไงก็ถือว่าสอบตกฮะ

คาดว่าต้องการทำเพื่อความสมจริงของการเคลื่อนที่ ประมาณว่าตัวละครวิ่ง กล้องก็วิ่งเขย่าตามตัวละครไปด้วย เรียกว่าใครขยับเปลี่ยนท่า กล้องก็ไปตามนั้น เห็นแล้วนึกว่า Can dit camera มีกล้องตัวเดียววิ่งมันทั้งฉาก = =" ลองนึกตามว่าดูหนังแล้วกล้องตัดฉากสับไปสับมา หมุน+เขย่า+เคลื่อนที่+ก้ม+เงย+สวิง+ตีลังกา+ตะแคงข้าง+ทุกท่วงท่าการเคลื่อนไหว ...

เอิ่ม.... นี่ดูหนังนะฮะ ไม่ใช่รถไฟเหาะตีลังกา

งานนี้ต่อให้เป็นลอริเอะแบบมีปีก ก็เอาไม่อยู่หรอกนะ.........OTL

 

2. ข้อนี้ไม่ค่อยเกี่ยวกับการหักคะแนน(ฮา) แต่เป็นความหมั่นไส้ส่วนตัวเลยส่งผลกับคะแนนนิดหน่อย Green Zone ที่เป็นชื่อหนังเรื่องนี้ มาจากชื่อโซนปลอดภัยโซนเดียวในอิรัคฮะ เดาเอาจากในหนังว่ามันกินอาณาเขตล้อมวังรีพับริกันของซัดดัมไว้น่ะนะ

เป็นโซนที่มีนักท่องเที่ยว(?) หรือญาติทหาร หรือสื่อมวลชน หรืออะไรก็ตามซัมติง สามารถยืนถ่ายรูปกับรถถังได้เหมือนตอนรัฐประหาร

และเป็นโซนที่ทำให้คนอเมริกันนึกว่าชนะสงครามอิรัคแล้ว

ฟังดูเหมือนจะมีบทมาก? จริงๆแล้วกรีนโซนโพล่ออกมาตอนกลางเรื่องกว่าๆแระ แถมมาแค่ป้ายให้เห็นว่ากรีนโซน กับคำพูดที่ซีไอเอคนนึงพูดกระแนะกระแหน(หรือไม่ก็เตือนสติ) จนท.สหรัฐแค่นั้นแหล่ะ ชนิดที่ว่าถ้าใครไม่ทันสังเกตุป้ายผุๆพังๆข้างทางนั่น กะคอยฟังคำพูดของซีไอเอคนนั้นให้ดีๆ ก็ไม่ทันได้รู้สึกอ่ะ ว่ามีการเอ่ยถึงแล้ว

นอกนั้นกรีนโซนมีความสำคัญแค่เป็นชื่อหนังครับ

 

 

 

 

 

หลังจากนี้จะเป็นสปอลย์ล้วนๆเลย

 

 

 

 

สปอลย์นะจรุ๊

 

 

 

 

 

 

สปอลย์นะย๊า~

 

 

 

 

 

ส้มป่อยๆๆ

 

 

 

 

 

สะปอยยย

 

 

 

 

สปอลยยยย์

 

 

 

 

 

 

(พอเหอะ เดี๋ยวจะบ้าแบบไอ้มุกมัน)

 

 

 

เรื่องย่อคร่าวๆ

มิลเลอร์ ทหารอเมริกัน ตำแหน่งเป็นหัวหน้าหน่วย เกิดอาการเซ็งเป็ดจากปฏิบัติการณ์ล่าสุดที่ทีมตัวเองโดนหลอกให้บุกเข้าไปในโรงงานทำโถส้วมร้างที่มีแต่ฟอลซิลอึ๊นกพิราบทับถมอยู่แทนที่จะเป็นสถานที่ซุกซ่อมอาวุธเคมีพิฆาตลับสุดยอดของซัดดัมที่มีชื่อย่อว่า WMD แถมนี่ยังเป็นหนที่สามแล้วที่ปฏิบัติการณ์คว้าน้ำเหลว!! มิลเลอร์มั่นใจว่าจะต้องมีความผิดพลาดเกิดที่ข่าวกรองแน่นอน แต่เบื้องบนก็เอาแต่ปิดหูปิดตาไม่รับรู้ และตอกหน้าหงายกลับมาแค่ว่า "มีหน้าที่ทำตามคำสั่งก็ทำไป"

จังหวะที่มิลเลอร์กำลังเซ็งจิตก็มีลุงซีไอเอโพล่เข้ามาแจ้งว่าที่หมายต่อไปของมิลเลอร์นั้น มีคนไปสำรวจตั้งกะ 2 เดือนก่อนแระ แถมยังปิ๋วอีกต่างหากแล้วทิ้งนามบัตรไว้ให้และบอกว่า "มีไรโทรหาป๋าได้นะน้อง~"

แน่นอนว่าลุงซีไอเอย่อมถูกเสมอ มิลเลอร์และเพื่อนทหารที่จำใจต้องวางปืนมาคว้าจอมเสียมขุดสนามเด็กเล่นอย่างเอาเป็นเอาตายก็ได้แต่คว้าน้ำเหลว แม้แต่น้ำมันยังไม่มีผุดมาให้รวยเล่นซักกะหยด นับประสาอะไรกะอาวุธเคมี ใครมันจะบ้าเอามาผังไว้กลางสนามเด็กเล่น = =" แต่จู่ๆก็มีหนุ่มอิรัคคนนึงตรงเข้ามาหาพร้อมกับคาบข่าวมาแจ้งว่า "กำลังมีการประชุมลับๆกันเกิดขึ้นแถวนี้"

มิลเลอร์ตัดสินใจเชื่อหนุ่มอิรัคนามเฟร้ดดี้คนนั้น และนำกำลังแอบซุ่มไปบุกงานประชุม(ที่มันกำลังเลิก) และก็พบว่าตัวเองจับได้ลูกน้องของลูกน้องคนที่เรียกได้ว่าสนิทของซัดดัม อย่าง โมฮัมเหม็ด อัล ราวี แต่แน่นอนว่า โมฮัมเหม็ด อัล ราวี ก็ต้องหนีไปได้ตามระเบียบล่ะนะ แต่มิลเลอร์ก็ได้เดธโน๊ตของอัลราวีมาจากคุณลูกน้องแทน

แต่ก่อนที่มิลเลอร์จะพาตัวลูกน้องของนายพลอัลราวีกลับฐาน ก็มีหน่วยพิฆาตของทหารอเมริกันมาคุมตัวนักโทษไปแทนเสียก่อน ทหารอเมริกันตีกันเองวุ่นวาย กระทาชายนายเฟร้ดดี้ก็เผ่นหนีขาเดี้ยงไปอย่างว่องเพราะกลัวตาย โดยเอาสมุดจากมิลเลอร์ไปด้วย และก่อเป็นดราม่าให้เฟร้ดดี้ได้พ่นประโยคแสดงความ "เป็นอิรัค รักชาติ" ออกมา

มิลเลอร์ตัดสินใจติดต่อกับลุงซีไอเอ เรื่องสมุดและนายพลอัลราวี แถมยังหนีบเฟร้ดดี้ติดเข้ากรีนโซนไปด้วย โดยที่หนังแสดงภาพความหรูหราฟู่ฟ่าภายในกรีนโซนที่มีแม้แต่สระว่ายน้ำกลางแจ้ง ทั้งๆที่ชาวอิรัคด้านนอกกรีนโซนกำลังจะอดน้ำตาย

พอลุงซีไอเอเห็นสมุดและได้ฟังเรื่องราวจากมิลเลอร์ ลุงก็เลยจัดการย้ายปากเปล่าให้มิลเลอร์ไปอยู่ใต้สังกัดลุง และทันทีที่ลุงซีไอเอจากไป นักข่าวสาวจากวอลล์สตรีทจอร์นอล ก็เดินเข้ามาทาบทามมิลเลอร์ทันควันพร้อมนามบัตรและประโยคเด็ด "มีไรโทรมานะจ๊ะตัวเธอว์~"

โดยนักข่าวคนนี้เป็นคนที่ลงเรื่องราวเกี่ยวกับ WMD มาตลอด ซึ่งนักข่าวได้ข้อมูลของ WMD หรืออาวุธเคมีของอิรัค มาจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนนึงของสหรัฐซึ่งเป็นคนของกระทรวงกลาโหม และเป็นคนออกคำสั่งให้ค้นหาอาวุธชีวภาพด้วย โดยข่าวกรองที่ได้มาระบุว่ามีที่มาจาก คนของรัฐบาลอิรัค ภายใต้โค้ดเนมว่า "แมคเจเลน"

เจ้าหน้าที่คนนี้(ซึ่งอิซันจำชื่อไม่ได้) จัดได้ว่าอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับลุงซีไอเอ และแสดงตัวชัดเจนว่าไม่สนใจโลกภายนอกกรีนโซนว่าจะเป็นอย่างไร แต่สนใจเพียงแค่ "จะต้องจัดตั้งประชาธิปไตยลงไปในอิรัคให้จงได้!!!" และเจ้าหน้าที่คนนี้ก็คือคนควบคุมหน่วยพิฆาตให้ตามล่าตัวนายพลอัลราวีอยู่

มิลเลอร์ที่ข้ามมาทำงานกับลุงซีไอเอ ก็ได้รับคำสั่งให้เข้าไปหาคุณลูกน้องของนายพลอัลราวี ที่ถูกขังอยู่ในเขตนักโทษพิเศษ แต่ก่อนที่คนดูจะได้เห็นการดัดหลังกันระหว่างลุงซีไอเอและเจ้าหน้าที่กลาโหม ก็ปรากฏว่าลุงซีไอเอ โดนถีบให้พ้นๆปฏิบัติการณ์ควานหาอาวุธเคมี แล้วแย่งสมุดลึกลับของอัลราวี ที่มีดีแค่เขียนที่อยู่เซฟเฮาส์เฮียแกไว้ไปซะอย่างนั้น แต่มิลเลอร์ก็ยังคงเผ่นแน่บไปหาคุณลูกน้องอยู่ดี เพื่อไปเจอคุณลูกน้องโดนซ้อมปางตาย และก่อนตายคุณลูกน้องก็สำลักคำว่า "จอร์แดน" ที่ไม่ได้เกี่ยวกับคำถามแม้แต่น้อย แต่ดันเป็นคำใบ้ไปสู่คำเฉลยของเรื่องราวทั้งหมด

ทันทีที่มิลเลอร์ได้คำพูดสุดท้ายจากคุณลูกน้อง มิลเลอร์ก็ปะติดปะต่อเรื่องราวและบุกไปหานักข่าวสาวถึงห้อง เพื่อสอบถามถึงที่มาของข่าว WMD ที่นักข่าวเป็นคนเขียน กระทั่งได้รับรู้ว่าเธอได้ข่ามาจากไหน ก่อนที่มิลเลอร์จะต่อเรื่องราวได้อย่างฉลาดว่า "ไอ้คนให้ข่าวนั่น มันเคยไปเจอแมกเจเลนที่จอร์แดนชัวร์ป๊าด"

มิลเลอร์รีบกลับไปหาลุงซีไอเอ ที่เป็นคนยืนยันเรื่องราวว่า ไอ้เจ้าหน้าที่กลาโหมนั่น คือคนให้ข่าว และ อัลราวี คือแมกเจเลนนี่เอง และมันก็สรุป(กันตอนไหน)ว่า "อาวุธเคมีนี่มันไม่มีจริงหรอก!!! อัล ราวี คงบอกว่าไม่มีนั่นแหล่ะ แต่ไอ้เจ้าหน้าที่คนนั้นก็ไปตอแหลใส่รัฐบาลว่ามันมีจริง รัฐบาลจะได้เข้ามารบยังไงล่ะ!!"

เมื่อ QED. ปริศนาทุกอย่างไขกระจ่างแล้ว สิ่งเดียวที่จะทำให้สงครามสิ้นสุดลงได้ ก็คือ ต้องไปตามจับตัวอัลราวีมาแบบเป็นๆให้ได้ เพื่อที่จะได้เป็นคนออกมาพูดว่า อาวุธเคมีมันไม่มีจริงหรอก

แล้วทีนี้ก็จะไม่มีเหตุผลที่จะรบอีกต่อไป สงครามก็จะสงบลงแบบไร้การนองเลือด

เฟร้ดดี้ซึ่งเป็นคนอิรัคเองแท้ๆ กลับไม่เห็นด้วยกับความคิดของมิลเลอร์ เฟร้ดดี้เถียงด้วยประโยคง่ายๆว่า "ไม่รู้รึไงว่าพวกเขาทำอะไรเอาไว้กับประเทศเราบ้าง?" แต่มิลเลอร์ก็ไม่สนใจ และสั่งให้เฟร้ดดี้ตามไปอยู่ดี

....เรื่องจะจบแบบสงบสุขทั้งๆที่สหรัฐกำลังประกาศชัยชนะอย่างงั้นเรอะ? เป็นไปไม่ได้เด็ดๆ คนทั้งโลกกำลังมองเราอยู่!! เฮียกลาโหมคนนั้นไม่ยอมแพ้ง่ายๆพี่แกสั่งการ "จับตาย" อัลราวี พร้อมๆกับประกาศแถลงข่าวยุบพรรคของซัดดัม และตัดกำลังอำนาจ ปลดทหารทุกคน และอื่นๆของอิรัคทั้งหมดทันควัน ขณะเดียวกันมิลเลอร์ก็สามารถนัดหมายเจอตัวอัลราวีได้สำเร็จ ถึงจะไม่สวยหรูนัก เพราะมันโดนคนอิรัคจับตัวไปก็เหอะ  - -"

ทันทีที่มิลเลอร์โดนจับตัวได้ ทหารอเมริกันก็บุกเข้าตรึงพื้นที่ทันที และทางมิลเลอร์กับอัลราวี ก็ได้ฤกษ์คุยกัน "คุณคิดหรอว่านั่นเป็นความจริงที่รัฐบาลของคุณอยากจะเชื่อ?" เป็นประโยคย้อนกลับมิลเลอร์ของอัล ราวีที่ทำให้ลุงแขกคนนี้และดูเจ๋งขึ้นมาล้านเท่า

และแน่นอน ตามสไตล์หนังแนวสงครามแบบอเมริกันฮีโร่ ทหารอเมริกันต้องบุกเข้ามา อัลราวีต้องหนีหัวซุกหัวซุน พระเอกจะต้องวิ่งตามก่อนที่ทั้งคู่จะวิ่งมาจ๊ะเอ๋กันและพระเอกก็ช่วยอัลราวีเอาไว้ได้

แต่ก่อนที่พระเอกจะพาอัลราวีกลับไปแบบครบ 32 เฟร้ดดี้จู่ๆก็โพล่ออกมาจากข้างทาง และส่องปืนยิงอัลราวี ดับดิ้นอย่างเมามันส์ทันที!!! ก่อนจะหันมากล่าวประโยคเด็ดใส่หน้าพระเอก "พวกคุณไม่มีสิทธิ์มาตัดสินใจทิศทางการสร้างประเทศแทนพวกเราหรอกนะ"

...และพระเอกก็ไล่เฟร้ดดี้หนีไปอย่างลวยนวล... OTL

หนังเข้าสู่จุดสรุป ทหารเพคข้าวของกันอย่างที่บอกไม่ได้ว่ากลับบ้านหรือย้ายไปที่อื่นกันแน่ มิลเลอร์เขียนรายงานตามความเป็นจริงและหลอกด่าหัวหน้าตัวเอง และส่งกระจายไปให้กับสื่อมวลชน นักการเมืองอิรัคฝ่ายตรงข้ามกับซัดดัมที่เคยต้องหนีหัวซุนออกนอกประเทศไปเดินทางกลับมา และได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐให้ขึ้นเป็นผู้นำ แต่ไม่ได้รับการยอมรับจากคนอิรัคด้วยกัน

และเรื่องก็จบลง..............

(มันย่อคร่าวตรงไหน......... OTL)

 

 

 

เรื่องนี้นอกจากมุมกล้องแล้ว เรื่องที่เกลียดมากๆอีกอย่างคือ การแสดงสภาพของสงครามแบบฉาบฉวย เนื้อเรื่องเบาหวิว(อย่างน้อยๆก็ในความรู้สึกของจขบ.นะ)เดาทุกอย่างได้หมด = =' มองเห็นแต่ความเป็น "อเมริกันฮีโร่"

ที่สำคัญที่สุดที่ไม่ชอบมากๆ คือ นัยยะของหนัง

 

"ฉาบฉวย"

ที่ว่าหนังแสดงสภาพสงครามแบบฉาบฉวย เพราะว่ามันเหมือนหนังพยายามจะบิวต์อยู่เป็นวูบๆ ว่าตอนนี้สงครามน้า สงคร๊ามมมมม มีปล้นสะดมภ์น้าาาา ทหารกำลังยิงกันใหญ่เลย แต่คนก็ยังแงะหลอดไฟมั่ง วิ่งแบกกองไม้ เศษโหะ บลาๆๆๆ อยู่ตลอดเวลา

ถนนรถติดมโหฬารเลย คนโวยวายไม่มีน้ำจะกิน บลาๆๆ

แล้วก็มีฉากการระเบิดตูมตามให้เห็นตอนต้นเรื่อง กับฉากเข้าปฏิบัติการณ์ของพระเอก และฉากการเอาทหารมาวิ่งไปวิ่งมา เอาฮอมาบินไปบินมา เอารถเฮมวี่มาแล่นไปแล่นมา ยิงกันปิ๊วป๊าว ระเบิดตู้มนิดๆหน่อยๆ พอเป็นกระสาย

แต่ไม่มากไปกว่านั้น เหมือนจะบอกว่าคนลำบาก แต่ก็บอกแค่นั้นแหล่ะ ไม่มีอะไรตามมามากกว่านั้น ทุกอย่างมาปากเปล่า เหมือน "ไม่กล้า จะจิ้มไปชัดๆ ว่าคนมันลำบากนะ ว่าสงครามมันไม่ดีนะ"

หนังเรื่องนี้ ไม่เห็นบาดแผลของสงคราม มองไม่เห็นผลกระทบของสงคราม

จะบอกว่าหนังจับไปทางการเชือดเฉือนระหว่างเรื่องจริงกับเรื่องโกหก ก็ไม่ใช่ จะบอกว่าหนังเล่นเอฟเฟค ......... ก็ยังไม่ได้ดีขนาดนั้น มันยังไม่ใช่หนังบู๊น่ะนะ

ตกลงมันอะไร? ไม่ใช่ดราม่า ไม่ใช่หนังบู๊ ไม่ใช่หนังขายเอฟเฟค ไม่ใช่หนังขายฉากสงคราม

ตกลงเป็นหนังอะไรวะ? เขียนไปเขียนมาเริ่มสงสัยจริงๆจังๆมั่งแระ(ฮา) ใครตอบได้บอกทีนะฮะ

 

"เนื่องเรื่องเบาหวิว"

สั้นๆฮะ

ตอนที่อ่านเรื่องย่ออยู่เดาเหตุการณ์ต่อไปกันได้ป่ะล่ะ? ตอนอยู่ในโรงหนัง อิซันเดาได้หมดอ่ะ - -"

เฟร้ดดี้ก็ตั้งแต่โพล่มาแล้วพูดอังกฤษแจ๋วๆ กุก็เดาได้แระ แถมพอมันโวยวายว่าจับเป็นทำไม ก็รุ้แล้ว ว่าอัล ราวี ตาย(ห่าน) เพราะมันแน่นอน

ขี้เกียจพูดถึงฮะ = =" หนังแนวอเมริกันฮีโร่ก็มีแค่นี้แหล่ะ

 

"นัยยะ"

เรื่องนี้ไม่อยากหยิบประเด็นอื่นนะ เอาแค่เรื่องที่ชัดมากๆเรื่องเดียวก็พอ (ฮา)

รู้สึกเหมือนหนัง "ยัดเยียด" ความเชื่อที่พิสูจน์ไม่ได้ว่าจริงหรือไม่ให้กับคนดู

ความเชื่อที่ว่าคือเรื่องของการที่คนอิรัค เกลียดซัดดัม

จขบ.ไม่ได้จะบอกว่าคนอิรัคไม่เกลียดซัดดัม เพราะคนเรามันก็ต้องมีทั้งคนชอบและไม่ชอบ ในเรื่องลุงซีไอเอก็เคยบอกไว้ ว่า "ใช่ว่าอิรัคทุกคนจะชอบซัดดัม"

ว่ากันตามจริงแล้วหนังก็แอบขัดแย้งในตัวเองอยู่นะ (ฮา)

ความชัดเจนมากๆของเรื่องนัยยะในด้านการต่อต้านซัดดัมอยู่ที่ตัวเฟร้ดดี้ครับ

ในหนังเรื่องนี้เห็นกันชัดๆเลยว่า เฟร้ดดี้เป็นตัวแทนของคนอิรัค ตัวเฟร้ดดี้เองเป็นคนอิรัคชัดๆอ่ะนะ แต่เฟร้ดดี้เป็นอิรัคที่พูดภาษาอังกฤษคล่องปรี๊ดจนตูฟังรู้เรื่องได้ และเฟร้ดดี้เป็นตัวละครที่อิซันเกลียดชิบหอยเลยในเรื่อง พอๆกับที่เกลียดไอ้เจ้าหน้าที่ตอแหลนั่น

เพราะว่าเฟร้ดดี้....

- เป็นอิรัค ที่เดินเข้ามาแจ้งข่าวการชุมนุม/ประชุมให้กับทหารอเมริกัน และยังเชื่อฟังคำสั่งของทหารอเมริกันเป็นอย่างดี

- เป็นอิรัค ที่ได้แต่โวยวายตอนที่ทหารอเมริกันยิงคนอิรัค(ที่เกี่ยวข้องกับซัมดัม)ต่อหน้า

- เป็นอิรัค ที่ช่วยทหารอเมริกัน ทั้งๆที่ตอนนั้นคนอิรัค(ที่เกี่ยวข้องกับซัดดัม)กำลังโดนทหารอเมริกันลากไปขึ้นฮอลิคอปเตอร์ แถมยังวิ่งหนีออกมาเพราะกลัว

- เป็นอิรัค ที่บอกว่ารักประเทศตัวเอง อยากจะทำให้สงครามจบ ความวุ่นวายสงบ เบื่อหน่ายโวยวาย เจ็บปวด กับความเป็นจริงที่คนอิรัคกำลังต้องเผชิญ โลกสงครามไม่มีน้ำกิน ไม่มีไฟฟ้าใช้ แต่กลับยืนเฉยตอนที่เจอสระว่ายน้ำกลางแจ้งในกรีนโซน ยืนเฉยทั้งๆที่เห็นคนอเมริกันกำลังอยู่กันอย่างสะดวกสบาย ไม่พูดถึงไม่แสดงความรุ้สึกอะไรออกมาซักนิด

- เป็นอิรัค ที่ไม่พอใจเมื่อทหารอเมริกันคนนึงอยากจะจับเป็น "คนอิรัค" คนนึง ทั้งๆที่ถ้าหากจับเป็นได้ ก็มีสิทธิ์ที่อเมริกาจะต้องถอนกำลังทหารทั้งหมดออกไปจากอิรัค

- เป็นอิรัค ที่ยิง "คนอิรัคที่อาจจะทำให้สงครมจบ" แค่เพราะอีกฝ่ายเป็นลูกน้องของ "ซัดดัม" ด้วยความเกลียดชัง

 

คำถาม

นี่คือคนอิรัคในอุดมคติของอเมริกันสินะ?

 

ตัวแทนคนอิรัคในหนัง เป็นพวก "เกลียดซัดดัม" แล้วให้ "อิรัคเกลียดซัดดัม" เป็นคนยิงลูกน้องซัดดัม และพูดประโยคที่แปลได้ประมาณว่า "อย่าเจือกกะการสร้างประเทศตู" ใส่คนที่โอกาสการสงบสงครามด้วยการอาศัยอำนาจของทหารอิรัค มันก็เหมือนกับกำลังบอกว่า "คนอิรัคไม่ต้องการสร้างประเทศที่ปกครองด้วยระบบทหารอีกต่อไป" หรือจะเอาให้แรงกว่านั้นก็บอกได้เหมือนกันว่า "กุจะเอาประเทศประชาธิปไตย"

ว่าแต่....มันเป็นงั้นจริงๆน่ะหรอ?

 

บางทีคนอิรัคอาจจะเกลียดซัดดัมจนยิงมันทิ้งหรือให้ความช่วยเหลืออเมริกันทำข้ออื่นๆซะหมดได้จริงแหล่ะนะ แต่ว่าข้อที่ปี๊ดที่สุดคือความส้นตึกของเฟร้ดดี้เนี่ยแหล่ะ ปากทำมาดราม่าโวยวายว่ากุเจ็บป๊วดดดดด อิรัคเดือดฮ๊อนนนนน แต่เอ็ง....เฉยได้อีกนะ ตอนเจอความ "โคตรฟุ่มเฟือย" ของกรีนโซนน่ะ

ผู้กำกับลืมหรือว่าอะไร?

หรือเฟร้ดดี้มันรวย?

หนังอยากจะสื่ออะไรกัน?

 

คงต้องไปถามคนอิรัคเอา.... ว่าถ้าขาดน้ำกินขนาดที่ต้องวิ่งไล่ตามรถทหารอเมริกันเพื่อหวังว่าอีกฝ่ายจะโยนขวดน้ำเหลือๆมาให้ขนาดนั้น แล้วโพล่เข้ามาเจอสระว่ายน้ำอยู่ในกรีนโซนซะขนาดนี้

"คนอิรัค" เค้าจะทำยังไงมั่ง

 

 

 

 

 

บอกแล้วฮะ เรื่องนี้เอาไป 4/10

ได้ 4 คะแนนมาเพราะฉากระเบิดตู้มต้าม เนี่ยแหล่ะ - - เห็นใจเอฟเฟค กะอย่างน้อยๆนี่ก็หนังฟรี ถ้าต้องให้จ่ายตังดู ท่าทางจะเหลือต่ำกว่านี้อีกมั้ง (ฮา) เพราะอิซันเกลียดนัยยะของหนังเรื่องนี้ไม่ไหวแระ

 

 

 

 

"Don't be too nice"

Comment

Comment:

Tweet

งง ว่า เฟร็ดดี้ไป เห็น กรีนโซน ตอนไหน

#5 By search เจอ (223.24.164.33) on 2011-05-28 11:24

แล้วแต่ความชอบ (( ว่ะ ))open-mounthed smile

#4 By ยนาทน่ on 2010-03-18 17:43

ถ้าอยากดูหนังเกี่ยวกับสงครามในอิรักที่ไม่ชูมะกันเกนไป ไปดู Hurt Locker ดีฝ่าไหม
เห็นหน้าพระเอก (เดอะบอร์น อัลติเมตั้ม) ก็เดาออกแล้วว่ามันกะจะยิงแหลกแน่ๆ แต่ถ้าเน้นย้ำว่ามุมกล้องหนักกว่า Blair Witch ล่ะก็ ตูขอผ่านเลย = =/

ช่วงนี้เอียนหนังสงครามแล้ว อยากดู Blind Side กับ Air Doll มากกว่าเยอะ

#3 By Evan Yzac -- The Crow on 2010-03-12 12:52

อ่านดูแล้วเหมือนมันสู้ the kingdom ไม่ได้แฮะ ถ้าว่ากันเรื่องประเด็นสงครามอ่ะนะ

ส่วนมุมกล้องมันส่ายอยู่แล้ว เพราะผกก.เรื่องนี้แกกำกับไตรภาค the bourne นี่หว่าopen-mounthed smile ไอ้เรื่องวิ่งตามพระเอกนี่ถนัดของแกนักแหละ 55555555

ปล.ลูกไมไม่ลองไปดู the hurt locker มั่งวะ แม่อยากรู้ว่าเปงไง อิอิ

#2 By chomexchome on 2010-03-11 10:11

โอเค ตัดทิ้งสำหรับเรื่องนี้ = =b

#1 By Lynx on 2010-03-11 02:38